วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ฮายาชิ-ฮา ชิโตริว

เจ้าสำนักฮายาชิ-ฮา เจ้าสำนัก ฮายาชิ-ฮา ฮายาชิ เทรุโอะ
ในคลิปนี้จะเห็นว่ามีการสาธิตต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่อยากจะให้ดูและศึกษาก็คือ เซเอนจิน แต่เดิมนั้น สำนักนี้มีการวางมือในท่าเริ่มคล้ายกับโกจูริวมาก คือมือวางในช่วงตัว หรือบริเวณกระดูกเชิงกราน แต่ต่างกันเพียงเป็นการแทง โกจูริวเป็นการป้องด้วย เทนโชอุเกะ(หรืออาเตะ) แต่ในท้ายๆคลิบนั้น จะเปลี่ยนการวางมือเป็นแบบกางออก เนื่องจากปัญหาเรื่องการแข่งขัน เพราะสมัยรนั้นกำหนดให้ ชิโตริวเซเอนจิน เป็นท่าบังคับ หรือชิเตกาต้า ดังนั้นผู้แข่งขันจากสำนักชิโตริว ไม่ว่าจะมาจากสำนักไหนก็ตาม ต้องใช้ท่าเซเอนจินแบบชิเตกาต้า ไม่สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้นกาต้าบางท่าที่กำหนดให้เป็นชิเตกาต้านั้น หลายสำนักจึงต้องเปลี่ยนตาม ซึ่งชิเตกาต้าชิโตริวนั้นมี บัสไซได และเซเอนจิน


เจ้าสำนักฮายาชิ-ฮา เจ้าสำนัก ฮายาชิ-ฮา ฮายาชิ เทรุโอะ สาธิต เซเอนจิน



------------------------------------
เจ้าสำนัก ฮายาชิ-ฮา ฮายาชิ เทรุโอะ สาธิตวิชาโคบุโด สำนักเคนชินริว
(โคบุโด มักจะใช้เรียกวิชาอาวุธในเกาะโอกินาว่า)
----------------------
เปรียบเทียบ กาต้าอันนัน ระหว่างศิษย์อาจารย์ เทรุโอะ ฮายาชิ ผู้เป็นอาจารย์ และ อิโนะอุเอะ โยชิมิ เจ้าสำนักอิโนะอุเอะ-ฮา ชิโตริว ผู้เป็นลูกศิษย์ของฮายาชิ




เปรียบเทียบกับต้นตำรับกาต้า อันนัน จากสำนักริวเอริว สาธิตโดย ซาคุโมโต ซึกุโอะ

ดูกันชัดๆจากอดีตแชมป์ ฮาเซกาว่า ยุกิมิทสึ คนนี้แต่เดิมเป็นชิโตริว แต่เนื่องจากต้องการใช้ท่าอันนันในการแข่งขัน จึงไปศึกษาสายริวเอริวเพิ่มเติม คลิปนี้เจ้าตัวเป็นคนพูดเองว่า ที่รำอยู่นั้นเป็นของสำนัก ริวเอริว









ฟุจิโมโต ซาดาฮารุ แห่ง โชบุไกโชรินริว

Shobukai Shorin Ryu Karate สาธิตโดย ฟุจิโมโต ซาดาฮารุ อาจารย์ใหญ่แห่ง International Karate-do Shobukai และ Itosu-Kai Karate อีกทั้งยังเป็นโค๊ชทีมชาติญี่ปุ่นในสาย ชิโตริวอีกด้วย

หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า JKF ไม่มีสำนักโชรินริว แล้วทำไม ถึงมีอาจารย์จากสายโชรินริว มาเป็นโค๊ชให้กับชิโตริวได้

ต้องอย่าลืมว่า แต่เดิม ชิโตริว หรือโชโตกันนั้น ก็คือโชรินริวนั่นเอง โดยโชโตกันนั้นพัฒนารูปแบบให้เป็นเอกลักษณ์จนมีความแตกต่างจนเห็นได้ชัด

แต่ชิโตริวนั้นยังคงความเป็นชูริเต้ หรือโชรินริวเอาไว้อยู่มาก เพียงแต่ชิโตริวนั้นเพิ่มวิชาสายนาฮาเต้(หรือโกจูริว)เข้าไปด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า จะมีอาจารย์หลายท่านที่มาจากโชรินริวสำนักต่างๆได้เข้ามาเผยแพร่คาราเต้ในนามของชิโตริว

จึงอาจจะเห็นได้ว่า ชิโตริวนั้นมีสำนักแยกย่อยมากมาย รวมถึงโดโจต่างๆที่มีท่ารำกาต้าไม่เหมือนกัน มีจำนวนกาต้าไม่เท่ากัน นั่นเพราะอาจารย์เหล่านั้นมาจากโชรินริวที่ต่างสำนัก มาจากชิโตริวที่ต่างเวลา คือเรียนกับอาจารย์มาคนละช่วงเวลา ทำให้วิชาที่ได้ไปนั้นไม่เหมือนกันนั่นเอง

--------------------

ในคลิปนี้ สาธิตถึงวิธีการฝึก มากิวาร่า ทาเมชิวาร่า ยาคุโซกุคุมิเต้ กาตะ บุนไกกาตะ และอื่นๆ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

Ichikawa-Ha Goju_Ryu Karate หรือ Seito Goju-Ryu

Ichikawa-Ha Goju_Ryu Karate หรือ Seito Goju-Ryu

สำนักนี้เป็นสำนักที่ก่อตั้งโดย อิชิกาว่า โซซุย หนึ่งในลูกศิษย์สายของ มิยากิ โชจุน ซึ่งตัวอาจารย์โซซุยนั้น ได้เรียนกับ มิยากิ โชจุนผู้ก่อตั้งโกจูริว - เซโกะ ฮิกะ(ศิษย์ของ คันเรียว ฮิกาอนนะ และมิยากิ โชจุน) - อิซุมิกาว่า คันกิ(ศิษย์ของเซโก ฮิกะ)

ซึ่งปรกติของชาวโอกินาว่าคาราเต้นั้น การฝึกฝนคาราเต้ถึงแม้ว่าจะแบ่งโรงฝึก แยกสำนักออกไปกันมากมาย แต่ก็ยังกลับมาแลกเปลี่ยนความรู้กันเป็นประจำ ดังนั้นอาจจะเรียกได้ว่าทันฝึกกับตัวเจ้าสำนักมิยากิ โชจุน ก็เป็นได้ แต่หากนับตามลำดับรุ่นแล้ว อาจารย์โซซุยนั้นถือว่าเป็นรุ่นที่สามซึ่งห่างจากเจ้าสำนักพอควรเลยทีเดียว

คลิป อาจารย์โซซุย สาธิต ซุปารินเป
คลิปบางส่วนของการ สาธิตคาราเต้โกจูริว ในรายการของญี่ปุ่น
(ดูคลิปนี้แล้วนึกถึงอาจารย์ของผมเลย รู้เลยว่านิสัยของอาจารย์ได้รับสืบทอดมาจากใคร รูปแบบการพูดการออกท่าทาง การแต่งตัวเหมือนกับเปี๊ยบ)



คลิปสาธิตท่ารำกาต้า ชิโซจิน เซซัน เซเอนจิน ซุปารินเป(อ.โซซุย)



ชิโซจิน โดย ทาดาฮิโกะ โอทสึกะ (ศิษย์ของ อ.โซซุย)



บุนไกกาต้าต่างๆ โดย ทาดาฮิโกะ โอทสึกะ




คลิปการสอนของ ทาดาฮิโกะ โอทสึกะ
(ในคลิปจะมีท่าของโชรินริวด้วย เนื่องจาก ทาดาฮิโกะ เป็นศิษย์สายโชรินริวด้วย)
(ในท้ายคลิปจะมีท่า ซุปารินเป)




------------------------------

เนื่องจากผู้เขียน ได้เรียนกับอาจารย์(ขอสงวนนาม) เป็นเวลาไม่นานมากนัก อาจารย์ท่านจึงสอนแต่บุนไกต่างๆของท่ารำกาต้าให้ เนื่องจากผู้เขียนนั้นมีความรู้คาราเต้สำนักโกจูริวอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละสายสำนักกัน แต่ก็ถือว่าเป็นโกจูริวเหมือนกัน โดยอาจารย์ท่านสอนการส่งแรง การใช้ท่า และบุนไกต่างๆให้ ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่สามารถที่จะรำกาต้าแบบสายอิจิคาว่าได้ เนื่องจากอาจารย์ท่านไม่ได้สอน แต่ท่านเคยสาธิตท่า เซเอนจิน และเซซัน ให้ดูก็เป็นอย่างในคลิปที่ได้แปะไว้ให้ดูข้างบนนี้ แต่จะต่างกันเล็กน้อย

------------------------------

八歩連 ฮัปโปเรน ปาปุเรน ปาปู้เหลียน โดย โทชิโอะ โมริตะ ศิษย์ของ ทาดาฮิโกะ 






5กาต้าพิเศษ เมบุกัน โกจูริวคาราเต้


ซีรี่ย์ท่ารำกาต้าของสำนักเมบุกันโกจูริวคาราเต้ เป็นกาต้าที่บัญญัติขึ้นโดย เมโตกุ ยากิ เจ้าสำนักเมบุกันคนแรก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ มิยากิ โชจุน ผู้ก่อตั้งสำนักคาราเต้โกจูริว


โดยกาต้าที่เพิ่มเข้ามาในระบบของเมบุกันนั้น จะเพิ่มเข้ามา 5 ท่า คือ เทนจิ หมายถึงฟ้าดิน และอีก4ท่าเป็นสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ตามคติของจีนญี่ปุ่นได้แก่ เปี๊ยกโกะ ซุซากุ เกนบุ และเซริว เทนจิกาต้า โดยอากิฮิโร่ ยากิ(ลูกชายของเมทัทสุ ยากิ)
เทนจิกาต้า โดยเมเท็ตสึ ยากิ ลูกชายเจ้าสำนักเมโตกุ ยากิ

เกนบุ โดยเมทัทสุ ยากิ(ลูกชายของ เมโตกุ ยากิ)
เปี๊ยกโกะ โดยนักกีฬาคาราเต้ แข่งขันภายในสำนักเมบุกัน

ซุซากุ(ซุจากุ) โดย Hanshi Ken Tallack 


--------------------- สารคดีบางตอนเกี่ยวกับคาราเต้โกจูริวสำนักเมบุกัน โดย เมโตกุ ยากิ-เมทัทสุ ยากิ-เมเท็ตสึ ยากิ


เซเอนจิน โดย เมเท็ตสึ ยากิ

เซไป โดยเจ้าสำนักคนแรก เมโตกุ ยากิ ลูกศิษย์ของโชจุน มิยากิ ผู้ก่อตั้งโกจูริว



วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

10ความแตกต่าง ที่ไม่แตกต่างของคาราเต้ในโอกินาว่า และญี่ปุ่น

คลิ๊กเพื่ออ่านบทความหลัก 10 Differences Between Okinawan Karate & Japanese Karate

   
เห็นมานานแล้วกับบทความสร้างความแตกแยกระหว่างคาราเต้ญี่ปุ่น กับคาราเต้โอกินาว่า บทความที่แปะลิ้งนี้ เป็นบทความของหนุ่โอตาคุหัวทอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ประวัติหรอกนะว่าเขาเป็นใคร ฝึกคาราเต้มานานรึยัง และฝึกอีท่าไหนถึงได้โอตาคุได้ขนาดนี้ บทความของหนุ่มโอตาคุคนนี้เป็นที่โด่งดังมากในหมู่นักคาราเต้ อาจจะเพราะเขาพิมพ์สร้างเว็บภาษาอังกฤษ(พอดีเราไม่ถนัดภาษาอังกฤษอ่ะนะ) หลายบทความนั้นดีถึงดีมาก แต่บางบทความก็อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดไปอยู่หากไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ แต่มันก็ถือว่าให้ความรู้ได้ดี 

ทีนี้จะมาดูกันว่าบทความที่เกี่ยวข้องนี้ในความคิดของผมนั้น จะเห็นด้วยหรือแตกต่างกันอย่างไรกับนายโอตาคุคนนี้ นายคนนี้เขาแยกคาราเต้ญี่ปุ่นกับโอกินาว่าไว้10อย่างความไม่เหมือนกันเอาไว้ ผมจะไม่พูดถึงบทความมากนักให้พวกท่านอ่านกันเอาเองในภาษาอังกฤษ ผมจะเขียนเฉพาะความรู้ของผมครับ

1. Higher Stances
            เขาว่าโอกินาว่าไม่ยืนต่ำคือย่อขาต่ำๆ แต่จะยืนสูง เพราะมันเป็นธรรมชาติคล่องตัว เหมาะกับการต่อสู้ แต่ทำไมคาราเต้ญี่ปุ่นต้องยืนต่ำ ท่านทราบสาเหตุกันรึเปล่า คาราเต้ที่เริ่มยืนต่ำนั้นมีกำเนิดมาจากโชโตกัน เพราะคาราเต้ที่เผยแพร่ในญี่ปุ่นสำนักแรกคือโชโตกัน บทความนี้อาจจะโจมตีโชโตกันโดยตรงก็ได้(จากที่อ่านมาหลายๆบทความ) ที่คาราเต้ต้องยืนต่ำนั้น เซนเซฟุนาโคชิ และเซนเซนากายาม่าสอนว่า เมื่อยืนต่ำจะทำให้กล้ามเนื้อได้สร้างความแข็งแกร่ง ความเคยชินกับการใช้เทคนิค เพราะเมื่อเวลาเราใช้งานจริงแล้ว สมรรถภาพทางกายจะลดลงตามความตึงเครียดกดดันของจิตใจ ดังนั้นการยืนต่ำนั้นเพื่อเสริมสร้างพละกำลัง และเทคนิค เป็นการฝึกเพิ่มระยะความเร็วความแรงของเทคนิคให้เกิดความเสถียรและพัฒนาการ
ส่วนในเรื่องของการต่อสู้นั้นเป็นการประยุกต์ ไม่มีใครใช้การยืนต่ำในการต่อสู้อยู่แล้ว ดังนั้นในการฝึกและการใช้งานควรแยกจากกัน ไม่ควรนำมารวมประเด็นกัน

2. “Why” Over “How”
            คาราเต้โอกินาว่า ชอบสอนว่าทำไมต้องทำท่านั้นท่านี้(บุนไก) คือความหมายของท่าว่าใช้งานอย่างไร แต่ในทางกลับกัน คาราเต้ญี่ปุ่นชอบสอนว่า ท่านี้ท่านั้นต้องทำอย่างไร จะเห็นว่าอาจารย์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะโชโตกันชอบสอนว่า how to twist your hip, how to concentrate the power, how to send the power from heel??? จะเห็นได้ชัดว่าโชโตกันชอบสอนเรื่องการส่งแรง การทำท่าให้ถูก แต่ไม่ค่อยสอนบุนไกว่าทำไมต้องทำท่านั้นท่านี้ 
            ต้องเข้าใจก่อนว่า โชโตกันมีทัศนคติในการต่อสู้ว่า การเสริมสร้างร่างกายและเทคนิคให้พัฒนาอยู่ตลอดทั้งความคม ความเร็ว ความแม่นยำในเทคนิคนั้น สามารถสร้างได้จากพื้นฐาน ดังนั้นเมื่อพื้นฐานดี คุมิเต้ก็ดี การต่อสู้อาจจะไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมากมายก็ได้ การต่อสู้จะจบลงด้วยหนึ่งเทคนิค ตามทัศนคติของคาราเต้โบราณ คือ “อิจิเกกิ ฮิซัทสึ” แปลว่าพิชิตในหนึ่งการโจมตี ซึ่งโชโตกันฝึกปรือด้วยคตินี้ จึงไม่ค่อยให้ความสนใจกับบุนไก จนหาคนที่จะเข้าใจบุนไกในกาต้าของโชโตกันได้น้อย ซึ่งจุดนี้เป็นข้อผิดพลาดของโชโตกันจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะละทิ้งไปเสียหมด คนที่ศึกษาบุนไกก็มี ซึ่งมันเป็นความชอบส่วนบุคคล ไม่ใช่ตัววิชา แต่คนที่ชอบบุนไกอาจจะมีน้อย (บุนไกจริงๆนะ ไม่ใช่แอ๊คชั่นคิวบู๊แบบบุนไกกาต้าในการแข่งที่เห็นปัจจุบัน) จนปัจจุบันคาราเต้ในญี่ปุ่นที่รับเอาแนวคิดโชโตกันไปก็อาจจะละเลยการฝึกบุนไก จนบางทีบุนไกกันแบบมึนๆอึนๆจนพวกฝรั่งหัวทองด่าว่า “ฟัคกิ่งบุนไก” ถ้าอยากรู้เรื่องบุนไกขอให้ถามเซนเซนากะ ทัสสุยะ หรือถามผม ฟังกิ่งบุนไกมันเป็นเพียงตัวที่สื่อให้เห็นว่าถ้าทำท่าโง่ๆแบบนี้ก็จะเหมือนกับท่ากาต้าเปี๊ยบ แต่ในกาต้าจริงๆมันบุนไกไม่เหมือนกับกาต้าเลย เช่นท่าปัดอาจจะเป็นท่าหักแขน ท่าทุ่มอาจจะหมายถึงการกลับตัว การเตะอาจจะเป็นการปัดก็ได้ ซึ่งท่ากาต้าแต่ละเทคนิคความหมายก็จะต่างกัน ตามการพลิกแพลงตามจังหวะ และตามสถานการณ์ (ถามไปก็ตอบไม่ได้ ต้องมาฝึกครับ)
            ดังนั้น จะฝึกบุนไก หรือไม่ฝึก มันขึ้นอยู่ที่ตัวคน ไม่ใช่ตัววิชา

3. No “Osu! / Oss!”
            อันนี้เรื่องปัญญาอ่อนของคนไม่เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น คาราเต้แต่เดิมเป็นของริวกิว หรือโอกินาว่า ไม่ใช่ของญี่ปุ่น ดังนั้นการออกเสียง โอ๊สส ซึ่งเป็นธรรมเนียมญี่ปุ่นจึงไม่มีในโอกินาว่า การจะให้คนโอกินาว่าไป โอ๊สส มันจะเป็นไปได้ไหม
            คำว่า โอ๊สส มาจากธรรมเนียมของ นักเรียนโรงเรียนบูโด ที่เน้นสอนเรื่องการสอนศิลปะการต่อสู้ โดยวิชาหลักสมัยก่อนนั้นมีสองวิชาคือ ยูโด และเคนโด ซึ่งนักเรียนที่จบออกจากโรงเรียนนี้โดยมากก็จะเป็นตำรวจ หรือจบออกไปก็มีชื่อเสียง เป็นทหาร(สมัยก่อนสงครามโลก) ธรรมเนียมนี้เลยติดเป็นเอกลักษณ์ของพวกฝึกต่อสู้ ซึ่งแต่ก่อนตอนที่คาราเต้เผยแพร่เข้าไปสู่โตเกียว ก็ได้อิทธิพลของยูโด คือเซนเซคาโน จิโกโรของยูโดที่ได้แนะนำวิชาคาราเต้จากโอกินาว่าให้ไปเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น
            ดังนั้นในวิชาต่อสู้ของญี่ปุ่น ที่ไม่ได้บรรจุเข้าในโรงเรียนบูโด หรือไม่ได้รับอิทธิพล ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีค่านิยมการใช้คำว่า โอ๊สส ก็ได้ ซึ่งจุดนี้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย อย่างพี่โอตาคุบอกว่า โอกินาว่า ใช้คำว่า “ไฮ่” ซึ่งคำนี้ก็ใช้กันทั่วไปอยู่แล้วในหมู่นักศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น รวมถึงคาราเต้ด้วย มีแต่ฝรั่งนั่นแหล่ะที่ไม่เข้าใจแล้วเอะอะอะไรก็ โอ๊สๆๆๆๆๆๆๆ โอ๊สทั้งที่มันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่องก็โอ๊สไว้ก่อน

4. It’s Not a Sport. It’s a Lifestyle.
            คนที่ฝึกคาราเต้จริงๆ ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือโอกินาว่า ก็จัดว่าคาราเต้เป็นจิตวิญญาณ เป็นวิถีชีวิต ไม่ได้เป็นแค่กีฬาอยู่แล้ว จะมีก็แต่นักกีฬาสมัยใหม่เท่านั้น หรือพวกที่ไม่จริงจังในคาราเต้เท่านั้นที่คิดว่าคาราเต้เป็นแค่กีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬามืออาชีพ หรือนักกีฬามือสมัครเล่นก็ตาม

5. Chinkuchi Over Kime
            เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นความไม่รู้ส่วนตัวที่มีกันในหลายๆคน โดยเฉพาะนักกีฬา ที่ไม่เข้าใจคำสอนของคาราเต้ แล้วไปตีความคำว่า คิเมะ แปลว่าการเกร็งร่างกายทั้งตัวให้หยุดนิ่งพร้อมๆกัน โดยจุดโพกัสคือจุดเป้าหมายของท่า เมื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปถึงจุดๆนั้นแล้วให้เกร็งทั้งตัวเพื่อให้หยุดนิ่ง นิยามเหล่านี้เรียกว่า “คิเมะ” ในความเข้าใจของนักคาราเต้เกือบทั้งโลก ที่ถูกสอนมาแบบผิดๆ แต่เชื่อได้ว่าถ้าไปถามเซนเซชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับคิเมะ จะไม่มีใครตอบแบบนี้เลย จะมีแต่ตอบว่า คิเมะ คือการใช้แรงจากร่างกายผ่านข้อต่อ ส้นเท้า เข่า เชิงกราน สะโพก หลัง ไหล่ ศอก หมัดเป็นข้อๆส่งออกมา แสดงออกมา โดยการทำงานแต่ละส่วนอย่างมีระบบแบบแผน นี่คือนิยามคำว่า “คิเมะ” ที่ถูกต้อง ซึ่งมันก็นิยามเดียวกับ  “ชินกูจิ” ที่นายโอตาคุกล่าวถึงว่าในโอกินาว่ามีแต่ญี่ปุ่นไม่มี
            ในบทความยังกล่าวถึง “มุจิมิ” หรือตัวแส้ มือแส้ หมายถึงการทำให้ร่างกายไร้กระดูกเหมือนแส้ ส่งแรงเป็นคลื่นแบบแส้ นัยยะคือส่งแรงผ่านข้อต่อ โดยไม่เกร็งร่างกาย ซึ่งจุดนี้ก็คือ ”คิเมะ” เพราะคิเมะไม่ใช่การเกร็งร่างกาย แต่เป็นการส่งแรง เมื่อถึงจุดที่ปะทะ หรือจุดสิ้นสุดมันก็จะสุดและหยุดนิ่งด้วยตัวมันเอง ไม่ใช่การเกร็งให้หยุด หรือส่งแรงออกไปด้วยอาการเกร็ง หากเกร็งแล้วหมัดที่ออกเทคนิคออกไปนั้นจะแข็งเป็นท่อนๆ และตัวจะเหวี่ยงสั่นไม่สมดุล (เปิดหาคลิปเฮียแชมป์โลกดูได้เลยครับ เกร็งสุดๆ นั่นคือคิเมะแบบเกร็งให้หยุด ไม่ใช่ส่งออกไปฟรีๆแล้วให้หยุดเอง)
            ดังนั้นไม่ว่าจะ มุจิมิ ชินกูจิ หรือคิเมะ ก็คือเรื่องเดียวกันนั่นแหล่ะ
            อีกอย่าง คำว่า คิเมะ อาจจะแปลง่ายๆว่า โฟกัส ซึ่งจะโฟกัสท่าทาง หรือโฟกัสพลังอะไรบ้าบอคอแตกของพวกนักกีฬา แต่สำหรับคาราเต้ ต้องนิยามให้ได้ก่อนว่า คำว่า “คิ” และ “เมะ” คืออะไร
“เมะ” แปลว่า จุดหมาย หรือแปลได้อีกหลายอย่างตามบริบท แต่ไม่รู้ใครเป็นคนริเริ่มให้แปลว่า “โฟกัส รวบรวม” พอมารวมกับคำว่า “คิ” ภาษาอังกฤษแปลว่า พลังงาน บางคนอาจจะแปลว่า พละกำลังจากกล้ามเนื้อ มันถึงได้ไปเกร็งให้มันหยุดกันทั่วโลกไง  ทั้งที่จริงๆ ก็อย่างที่บอก คิเมะ คือการส่งแรงออกไปสู่จุดเป้าหมาย ไม่ได้หมายถึงให้เกร็งร่างกายทั้งตัวให้หยุดนิ่ง
อีกอย่างที่เข้าใจผิดมหาศาลคือ ชอบไปคิดว่าการชกต้องใช้กล้ามเนื้อปีกในการเกร็ง เพราะชอบเห็นเซนเซญี่ปุ่นชี้ให้ดูว่า ใช้ตรงนี้ชก ใช้แรงจากตรงนี้ พี่มึนก็เลยเล่นเกร็งปีกชกกันทั้งโลก(พี่ไทยเป็นกันหมด) แต่จริงๆการชกนั้นคือการใช้สะบักไหล่เปิดปิด มันก็คือปีกที่เซนเซชี้นั่นแหล่ะในการส่งไปด้านหน้าเมื่อชก และดึงกลับเมื่อเก็บหมัด พอไปเกร็งปีกชก ก็ยิ่งสนับสนุนความเชื่อว่าต้องเกร็งทั้งตัวถึงจะคิเมะ เพราะการเกร็งปีกมันทำให้หมัดนิ่งได้ง่ายขึ้นจริงๆ แต่ผิดวิธีการสุดๆ

6. Kobudo Weapons
            เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองเจ้าปัญหาของญี่ปุ่น(เป็นความคิดส่วนตัวผม) ญี่ปุ่นมีวิชาอาวุธมากมาย ไม่ว่าจะเคนจิทสุ โซจิทสุ โบจิทสุ โจจิทสุ คิวโด หรือสารพัดจิทสุ สารพัดโด วิชาของญี่ปุ่นเน้นการค้นหาตัวเอง ค้นหาความถนัดเป็นอย่างๆ ตามวิถีเซน คือ ความง่าย แต่ละเอียด รู้น้อยแต่รู้ลึก รู้อย่างเดียวแต่ชำนาญ ดีกว่ารู้มากมายแต่ไม่ถนัดอะไรสักอย่าง ดังนั้นญี่ปุ่นจึงมีวิชาที่แยกแขนงออกไป ไม่ว่าจะเป็นวิชาทุ่ม วิชาหัก วิชาชกต่อย วิชาดาบ วิชาหอก วิชาทวน พลอง ธนู สามง่าม เชือก หรืออาวุธอื่นๆมากมายหลายสำนัก
            แต่พอพี่คาราเต้มาจากโอกินาว่า มาถึงครั้งแรก สาธิตการป้องกันตัว การต่อสู้แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในญี่ปุ่น แถมยังสาธิตการใช้อาวุธสั้นอาวุธยาวต่างๆ ที่สำคัญสาธิตการสู้กับดาบด้วยอาวุธชาวไร่ชาวนา(ไซ ทอนฟา เอกุ คามะ) คือสื่อให้เห็นว่า วิชาคาราเต้วิชาเดียว ได้ทั้งมือเปล่า ทุ่ม หักและอาวุธ แล้ววิชาดั้งเดิมของญี่ปุ่นมันจะเอาหน้าไว้ไหน เป็นการสร้างความสั่นสะเทือนวงการต่อสู้ให้ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ แถมยังมีวิชาหมัดหนึ่งนิ้วแบบมวยจีนอีก(ก็คาราเต้เป็นมวยจีนนี่นา) คิดเอาละกันว่าญี่ปุ่นแกจะจัดการยังไงกับคาราเต้ จะส่งคาราเต้กลับเกาะบ้านนอก หรือจะเก็บนักคาราเต้ไปเข้าเฝ้าเอ็นมะโอ(ยมบาล) คาราเต้ก็ต้องลดบทบาทลงสิครับ จากวิชาสารพัดประโยชน์ จึงกลายเป็น ลดวิชาทุ่มเพื่อไว้หน้ายูโด ลดวิชาหักล๊อคเพื่อไว้หน้าไอคิโด ลดวิชาอาวุธต่างๆให้เพื่อไว้หน้าวิชาอาวุธของญี่ปุ่น เหลือแต่วิชาต่อสู้ด้วยการชกเตะศอกเข่า ซึ่งในญี่ปุ่นไม่ค่อยมีสอนกันนัก มันจึงเป็นต้นกำเนิดของคาราเต้ปัจจุบันในญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีสอนเรื่อง บุนไก กับเรื่องอาวุธนัก คาราเต้ญี่ปุ่นถึงต้องพัฒนาตัวเอง ฝึกฝนหมัดเดียวให้พิชิตวิชาอื่นๆให้ได้ ด้วยการฝึกพื้นฐานขา พื้นฐานร่างกาย การส่งแรง ระยะ จังหวะ และความแม่นยำให้สูงที่สุด ในสมัยก่อนไม่ว่าจะอะไรก็ตาม โชโตกันถึงได้เก็บคู่ต่อสู้ได้ด้วยหมัดตรงที่เร็วและแรงแม่นยำเด็ดขาดที่สุดเสมอ (ส่วนปัจจุบันจะมีคนฝึกถึงระดับสมัยก่อนรึเปล่าอันนี้ก็อีกเรื่อง ไม่ขอพูดละกัน เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องวิชา)       

7. Old-School Strength Tools
อย่างที่บอกไปในข้อที่สอง คาราเต้ญี่ปุ่นเน้นว่า อย่างไรถึงจะส่งแรงได้ มากกว่าที่ว่าท่านั้นท่านี้ใช้ยังไง จึงเป็นต้นกำเนิดของการฝึกท่าเดียวเพื่อพิชิตศัตรู ครูบาอาจารย์ในสายวิชาโชโตกันได้เล็งเห็นแล้วว่า พื้นฐานของคาราเต้นั้นสำคัญที่สุด อีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกายได้เป็นอย่างดี หากได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง การฝึกพื้นฐานคือการฝึกให้ร่างกายได้รับการฝึกฝนในท่วงท่าที่จำลองมาจากการต่อสู้ เป็นการฝึกร่างกายในส่วนที่ใช้งานในการต่อสู้ในระบบของวิชานั้นๆ ดังนั้นการฝึกร่างกายให้เหมาะสมกับวิชาคาราเต้ ก็ต้องฝึกคาราเต้ ไม่ใช่ไปฝึกเล่นเวทยกน้ำหนัก ถึงแม้ว่าการฝึกเวทยกน้ำหนักจะถูกออกแบบอุปกรณ์ หรือออกแบบท่าทางให้เหมาะกับคาราเต้อย่างไร มันก็ไม่อาจสู้การฝึกท่วงท่าจริงๆด้วยร่างกายจริงๆไม่ได้
ในการฝึกแบบโชโตกันนั้น แต่โบราณมาแทบจะไม่มีการฝึกเวทเลย มีแต่ฝึกกล้ามเนื้อโดยใช้พื้นฐาน เช่นการเก็บหมัดให้ถูกต้อง การส่งแรงให้ถูก การฝึกเคลื่อนไหวด้วยท่าพื้นฐาน กาต้า และคิฮงคุมิเต้ การฝึกกล้ามเนื้อจำพวกอื่นๆเช่นการวิดพื้น การยกน้ำหนัก การวิ่ง การหวดดาบไม้ การใส่เกี๊ยะเหล็กเตะ พวกนี้เป็นการฝึกเพื่อเรียกแรงเท่านั้น โดยมากจะให้ทำตอนก่อนซ้อมหรือหลังซ้อม โดยให้เหตุผลว่า ให้กล้ามเนื้อร่างกายทั้งหมดเหนื่อยจนหมดแรง เพื่อดึงความจำของร่างกายมาใช้จดจำการเคลื่อนไหว แทนที่จะใช้สมอง เมื่อร่างกายเหนื่อยหมดแรงแต่หากเรายังคงทำท่านั้นๆ กล้ามเนื้อจะจดจำการทำงานในส่วนนั้นๆท่านั้นๆ และจะจำและหาอีกด้วยว่าทำอย่างไรถึงจะประหยัดแรงให้ได้มากที่สุด โดยที่ยังสามารถส่งแรงออกมาได้มากที่สุด
จะเห็นว่านักคาราเต้โชโตกันรุ่นก่อนๆ แทบจะไม่ได้ฝึกเวทกันเลยแต่กล้ามเนื้อร่างกายเข้ารูปกันหมด (ยกเว้นคนอ้วน)(เมื่อก่อนผมก็เหมือนกันกล้ามเป็นมัดๆ แต่ไม่เคยฝึกเวทเลย ให้วิดพื้นวิดขึ้นสุดลงสุดได้ไม่เกิน30ด้วยซ้ำไป)

8. Tuidi Techniques
จะเป็น ทุยดี้ โทเต้ โทดี้ หรือจะเทคนิคไหน มันก็คือ บุนไกนั่นแหล่ะ จะบอกว่าโอกินาว่ามีสอน ทุยดี้เทคนิค คือเทคนิคโบราณของคาราเต้ มันก็ออกจะงี่เง่า (ผมไม่ชอบเรียกด้วยภาษาริวกิว ขอเรียกว่าโทเต้ตามญี่ปุ่นละกัน เรียก ทุยดี้ มันจั๊กกะจี้)  ทุยดี้ หรือโทเต้มันก็คาราเต้นั่นแหล่ะ แต่ก่อนคาราเต้ได้รับวิชามาจากมวยจีนใต้ ซึ่งเน้นเรื่องฝ่ามือเหล็ก การแทง การสกัดจุด เช่นการใช้นิ้ว ใช้ข้อมือ ใช้ฝ่ามือ แต่ในปัจจุบันจะเห็นว่านักคาราเต้ใช้ไม่ค่อยเป็น จุดนี้ไม่ต้องมองคาราเต้ครับ มวยจีนเองก็เหมือนกัน ในตัววิชามีเทคนิค แต่คนฝึกไม่ค่อยได้ฝึกกัน อาจจะเนื่องจากสูตรยาที่หายขาดช่วงไป หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่จริงๆส่วนนี้มันก็แฝงอยู่ในบุนไกนั่นแหล่ะ หากคุณเข้าใจบุนไก และฝึกฝนมันมากพอ คุณก็จะทำมันได้ พวกที่รู้ว่าบุนไกยังไงแต่ไม่ฝึกบ่อยๆก็ใช้จริงไม่ได้เหมือนกัน
การจะใช้เทคนิคโทเต้นั้น อาจจะต้องฝึกความแข็งแกร่งของมือ เพราะต้องใช้ข้อมือ ข้อนิ้ว ในการกระแทก ดังนั้นนักคาราเต้ทั่วไปอาจจะไม่สามารถทำได้ จึงเป็นเหตุให้พูดว่าคาราเต้ปัจจุบันทำไม่ได้ แต่โอกินาว่าทำได้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องของการฝึกฝน อย่างผมที่เมื่อก่อนฝึกความแข็งแรงของนิ้วกับหมัดด้วยการชกการตีมากิวาร่า ก็สามารถที่จะต่อย ใช้ข้อกระแทก หรือใช้นิ้วโจมตีในบางจุดได้เหมือนกัน
เทคนิคในโทเต้นั้น มันก็คือบุนไกกาต้านั่นแหล่ะ แต่เพียงว่าซ้อมจนชำนาญจนบางทีแค่จับ กดจุด บีบมือเล็กน้อย ก็สามารถควบคุมร่างกายคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของบุคคลในการฝึกไม่ใช่ตัววิชา

9. Individualization Over Mass Training
โอกินาว่าซ้อมแบบส่วนตัว แต่ญี่ปุ่นซ้อมแบบกลุ่มหลายๆคน  เรื่องนี้ผมก็ไม่เห็นจะแตกต่าง เพราะตัวพี่โอตาคุไม่เข้าหาครูบาอาจารย์เองรึเปล่า ถึงไม่ได้รับการสอนแบบส่วนตัว หรือจะเพราะเหตุผลใดอันนี้ก็ไม่ทราบได้
ผมอยากให้พี่ดูครับว่าเกาะโอกินาว่านั้นเล็กขนาดไหน และพี่คงรู้ว่าที่ดินในญี่ปุ่นนั้นแพงมาก การจะสร้างยิมใหญ่ๆนั้น พี่ต้องเป็นเศรษฐีครับ การจะเป็นครูมวยต๊อกต๋อย ไม่ว่าจะเก่งเยี่ยงเทพปานใด ก็ไม่สามารถเช่าที่เปิดยิมได้เป็นเวลานานหรอกครับ ยกเว้นพี่จะมีสาขาทั่วโลกมีศิษย์เป็นล้านมาจ่ายค่าเรียนวิชากับพี่โดยไม่ขาดช่วง อย่าลืมครับว่าคาราเต้ ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือโอกินาว่า การสอนนั้นมีจรรยาบรรณของสำนัก ของวิชาอยู่ บางสำนักสอนไม่เก็บเงิน บางที่สอนถูกๆ (ผมเรียนกับอาจารย์มาท่านกรุณาสอนเป็นวิทยาทานจนผมมีทุกวันนี้ได้) ซึ่งก็ต้องดูเหตุปัจจัยในการเก็บค่าเรียนด้วย แน่นอนค่าเรียนไม่ใช่แพงอย่างคอร์สทำอาหาร คอร์สฟิตเนส ดังนั้นโรงฝึกคาราเต้แต่เดิมๆโดยเฉพาะโอกินาว่านั้นถึงได้เล็ก เพราะมันเป็นโรงฝึกในบ้านคน อาจจะมีจำกัดว่าฝึกได้ไม่กี่คนต่อรอบ สำนักคาราเต้ในโอกินาว่าโดยเฉพาะเมืองนาฮา ถึงได้เกิดขึ้นบานเป็นดอกเห็ด และด้วยผู้ฝึกที่น้อย ถึงได้มีการฝึกส่วนตัว
ส่วนในญี่ปุ่น เหตุที่คาราเต้เผยแพร่ไปในญี่ปุ่น ได้กล่าวมาแล้วว่า เซนเซคาโนของยูโดได้เชิญเซนเซฟุนาโคชิของโชโตกันเข้าไปเผยแพร่ที่โตเกียว โดยสอนที่มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ดังนั้นการเผยแพร่ก็ต้องสอนทีนึงหลายๆคนเป็นสิบๆคน หลายสิบคน เน้นปริมาณก่อน แล้วค่อยมาเน้นคุณภาพตามทีหลัง ใครที่สนใจก็ฝึกต่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เข้าหาครูบาอาจารย์ขอความรู้ ไม่ใช่ฝึกแล้วก็กลับบ้านไม่กระตือรือร้นขวนขวาย
ครูบาอาจารย์กรุณาเล่าให้ผมฟังในสมัยที่ท่านฝึกกับปรมาจารย์(อาจารย์ของอาจารย์) ท่านฝึกจากมหาวิทยาลัยหนึ่งเสร็จแล้วยังต้องฝึกกันต่อ บางวันที่อาจารย์ไม่มา ก็ต้องตามไปฝึกกับอาจารย์ที่ไปสอนให้อีกมหาวิทยาลัยอื่น วันไหนไม่สอนในมหาวิทยาลัย ก็ต้องตามไปฝึกที่โรงฝึกส่วนตัวของอาจารย์ ไม่ใช่ว่าฝึกกันเป็นกลุ่มๆในชมรมพอหมดเวลาแล้วก็เลิก ฝึกในชมรมมันจะไปได้วิชาได้อย่างไร
ตอนสมัยที่ผมฝึกแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นมวยจีนหรือคาราเต้ ผมฝึกกับอาจารย์เสร็จ ผมยังมาฝึกเองต่อ ไปบ้านอาจารย์เพื่อขอความรู้ พาอาจารย์ไปกินข้าว(แต่ส่วนใหญ่อาจารย์จะชวนไปกินแล้วท่านก็เลี้ยงข้าวเรามากกว่า) เวลาส่วนตัวที่อยู่กับอาจารย์เหล่านี้ก็คือช่วงเวลาที่อาจารย์ท่านสอนอะไรต่างๆให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชามวย ประวัติต่างๆ ปรัชญาวิชา รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วย อาจารย์ท่านสอนว่า คาราเต้นั้นไม่ใช่เพียงแค่กีฬาอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่คาราเต้นั้นคือชีวิตของคนๆหนึ่ง คาราเต้คือธรรมชาติเราสามารถนำสิ่งที่อยู่ในคาราเต้มาใช้ในชีวิตของเราได้ หากเรารู้จักคาราเต้ที่แท้จริง และที่สำคัญที่สุดที่อาจารย์บอกผมมาคือ คาราเต้นั้นสอนให้เรารู้จักสังคมปัจจุบัน (ท่านสอนให้เราดูคนจากคาราเต้)
ดังนั้นเรื่องการสอนส่วนตัวนั้น ผมไม่คิดว่ามันเป็นเฉพาะในโอกินาว่าคาราเต้ แต่ที่พี่โอตาคุว่าอย่างนั้นเพราะพี่แกไม่เข้าใจเรื่องสภาพสังคมการเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่น และไม่รู้จักวัฒนธรรม และไม่รู้จักการเข้าหาผู้ใหญ่

ตัวผมเคยโดนเพื่อนคนหนึ่งกล่าวหาว่าสิ่งที่ผมสอนนั้นไม่ใช่คาราเต้ อาจจะด้วยความคิดที่ว่าเขาฝึกคาราเต้มาก่อนผมหลายปี และไม่เคยเห็นสิ่งที่ผมสอนในวิชาคาราเต้ ผมจึงอธิบายไปว่า คุณฝึกแต่เพียงในชมรม หรือในคลาสที่อาจารย์ท่านสอน เฉลี่ยไม่เกินอาทิตย์ละ3-4วัน วันนึงไม่เกิน2ชั่วโมง แต่ผมฝึกกับอาจารย์ทุกวัน หนึ่งอาทิตย์มี7วัน ผมฝึก6วัน โดยทุกวันผมฝึกวันละ3ชั่วโมง และทุกๆวันจันทร์ผมฝึกกับอาจารย์ตั้งแต่บ่ายโมงถึงสองทุ่ม เวลากินข้าวกินเหล้ากับอาจารย์ อาจารย์ก็สอน ก็อธิบาย เวลาไปบ้านท่านท่านก็สอน นี่ยังไม่รวมช่วงเวลาฝึกเก็บตัวในเวลาส่วนตัวที่อาจารย์เรียกซ้อมต่างหากอีก คุณแค่ฝึกก่อนหลายปี แต่สิ่งที่คุณได้เรียนมันเท่าผมรึเปล่า ................ เอาง่ายๆ จะมีคนสักกี่คนที่ได้กินข้าวที่อาจารย์เป็นคนหุงให้ จะมีสักกี่คนที่อาจารย์เดินมาปลุกลากจากที่นอนให้ไปซ้อมตอนเช้า

10. Uchinaa-guchi
เรื่องนี้พูดไปแล้ว มันคือ ภาษาโอกินาว่า หรือภาษาริวกิว อย่างเช่น คำว่าคาราเต้ ถ้าเรียกตามโอกินาว่า ก็สามารถเรียกได้ว่า โทดี้ ทุยดี้ หรือภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า โทเต้ หรือคาราเต้ มันก็คือภาษาถิ่นของญี่ปุ่นนั่นแหล่ะ จะให้คนโอกินาว่าไปใช้โอ๊สส ที่เป็นภาษาของนักสู้ชาวญี่ปุ่น หรือจะให้คนญี่ปุ่นใช้ภาษาโอกินาว่า มันก็แปลกๆ มันใช่เรื่องไหมหล่ะ
เราเข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม เหมือนอย่างเพลง “นาดะโซวโซว” เป็นเพลงภาษาโอกินาว่า ซึ่งคำว่า นาดะ แปลว่าน้ำตา แต่ในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า “นามิดะ” จะให้ร้องเพลงนี้ที่ใช้ทำนองที่ออกแบบมาเพื่อภาษาโอกินาว่า โดยร้องด้วยภาษาญี่ปุ่นมันก็ไม่เข้ากัน
เราไปฝึกคาราเต้ที่โอกินาว่า เราก็ต้องฟังศัพท์ให้ออกว่าเขาสอนโดยใช้ศัพท์ไหน ศัพท์อะไร แปลว่าอะไร พอมาถึงญี่ปุ่นเราก็ต้องใช้ศัพท์ตามที่คนญี่ปุ่นเขาใช้กัน เพราะใช้ภาษาโอกินาว่า คนญี่ปุ่นก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร
มันก็เหมือนเราไปอีสานแล้วพูดว่า “ดั้กปิ้ง” หรือไปเชียงใหม่แล้วพูด “มิดจี่หลี่” คนก็จะไม่เข้าใจกัน
สรุปการที่จะให้คนญี่ปุ่นไปใช้ภาษาโอกินาว่า มันก็ใช่เรื่อง.... จะให้นักคาราเต้ที่เรียนคาราเต้กับคนญี่ปุ่นหัดภาษาโอกินาว่า แล้วคนญี่ปุ่นจะสอนภาษาโอกินาว่าให้ได้ไหม....

จบครับ นานาจิตตัง แล้วแต่ปัญญาพิจารณาเฉพาะตน ผมวิเคราะห์ให้เฉยๆ

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ANNAN Ryuei-Ryu's Kata

ANNAN
อันนัน



กาต้า อันนัน หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากแบบผิดๆว่า อานัน หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นกาต้าของชิโตริว แต่จริงๆแล้ว กาต้านี้เดิมทีเป็นของ ริวเอริว 

ริวเอริว เป็นคาราเต้ที่ก่อตั้งโดย ”ตระกูลนากาอิมะ” พูดง่ายๆคือ เป็นวิชามวยประจำตระกูลนากาอิมะ ซึ่งวิชานี้สอนกันในตระกูลเท่านั้น โดยผู้นำวิชานี้เข้ามาสู่ตระกูลคือ นากาอิมะ โนริซาโต้(หรืออีกชื่อคือ เคนริ) โดยโนริซาโต้เป็นผู้มีพรสวรรค์ในเชิงมวย ได้รับการฝึกศิลปะการต่อสู้ของโอกินาว่าตั้งแต่เด็ก และได้เรียนมวยจีนกับ ริวริวโก (เชื่อกันว่าคือเซี่ยจงเสียง ซึ่งเป็นผู้สืบทอดวิชามวยกระเรียนหมิงเฮ่อเฉวียน แห่งฮกเกี้ยน) ด้วยระยะเวลาในการฝึกนั้น หากเทียบกับสำนักโกจูริว จากบันทึกของ ฮิกาอนนะ คันเรียว กล่าวว่า เมื่อคันเรียวได้เข้าสำนักหมิงเฮ่อ โนริซาโต้ก็ได้ร่ำเรียนวิชามวยกระเรียนไปหลายปีแล้ว จึงสามารถพูดได้ว่า ริวเอริว นั้นอาจจะได้วิชามวยกระเรียนมามากกว่าโกจูริวก็เป็นได้ ซึ่งในทั้งสามสำนักคือ โกจูริว ชิโตริว และริวเอริว ต่างก็มีกาต้าที่คล้ายกันมาก

เนื่องด้วยโกจูริวมีท่ากาต้าที่กำหนดชัดเจนว่ามีกี่ท่า และไม่มีท่าอานันมาตั้งแต่แรก แต่ชิโตริวนั้นต่างกัน ชิโตริวนั้นการสอนให้ศิษย์แต่ละคน แต่ละช่วงเวลามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นทั้งจำนวนกาต้า หรือกาต้าเดียวกันแต่เรียนกันต่างเวลา เท่าที่สามารถสันนิษฐานได้นั้น อาจจะกล่าวได้ว่า การสอนวิชาของชิโตริวนั้น ก็สอนตามช่วงเวลาการศึกษาค้นคว้าของเคนวา มาบุนิซึ่งเป็นเจ้าสำนักด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงแรกๆ อาจจะมีเพียงท่าของนาฮาเต้ ไม่กี่ท่า(เท่ากับของโกจูริว) และท่าของชูริเต้ไม่กี่ท่า ใครที่เรียนช่วงนี้ก็จะได้กาต้าตามจำนวนเท่านี้ไป ต่อมา มาบุนิได้ค้นคว้าท่ากาต้าของ โทมาริเต้ ใครที่เรียนช่วงนี้ก็จะได้รับสืบทอดวิชาของโทมาริเต้ด้วย หรือบางช่วง อาจจะศึกษาในเรื่องของ มวยประจำตระกูล เช่น มัสสุมุระ ชาทันยาระ คนที่เรียนในช่วงเวลานี้ก็จะได้มวยตระกูลไป ซึ่งรวมถึงกาต้าของริวเอริว มาบุนิเองอาจจะได้ศึกษากาต้าจำนวนหนึ่งจากริวเอริวมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อันนัน ในรายชื่อท่าของ ชิโตริว จึงมีชื่อของ อันนัน อยู่ด้วย

ในปัจจุบันสามารถเห็นท่าอันนัน ได้เป็นสองแบบหลักๆคือ ริวเอริว และฮายาชิฮาชิโตริว โดยริวเอริว กับชิโตไกชิโตริวนั้น จะมีความใกล้เคียงกันมากจนแทบแยกไม่ออก แต่ในสายของฮายาชินั้น จะมีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสามารถดูความแตกต่างได้ตามคลิปที่แนบมานี้



ซึ่งถ้าต้องการจะศึกษาจากต้นตำรับจริงๆให้ศึกษาการรำกาต้าโดยวิดีโอสาธิตของ ซาคุโมโต้ ซุกุโอะ ผู้สืบทอดริวเอริวคนปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นผู้ที่สาธิตท่า อันนัน ในการแข่งขันเป็นคนแรก และยังได้ตำแหน่งแชมป์โลกคนแรกมาครองอีกด้วย หรือสามารถศึกษาอย่างละเอียดได้จากคลิปนี้โดย ฮาเซกาว่า โยชิมิทสุ 



วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

无念无想 Munen Muso “ไร้จิตปรุงแต่ง”

无念无想 
Munen Muso
“ไร้จิตปรุงแต่ง”


คำๆนี้เป็นคำที่เป็นปรัชญาของพระพุทธศาสนามหายานนิกายเซน ว่าด้วยเรื่องจิตเดิมแท้ที่มีความเป็นธรรม บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส หรือเครื่องทำให้ขุนเคืองเศร้าหมองใดๆ นอกจากในพุทธศาสนาแล้ว คำนี้ในศาสนาเต๋ายังกล่าวกันด้วย โดยเต๋านั้นก็กล่าวถึงการที่ไม่ปรุงแต่งด้วยความคิด ด้วยคติใดๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเกิดความแตกต่างจากการยึดติด เช่น เมื่อมีบวกก็ย่อมมีลบ เมื่อเรากำหนดมั่นว่าสิ่งนี้คือดี สิ่งที่ไม่ดีย่อมปรากฏออกมา เมื่อเรากำหนดว่านี่เรียกว่าความสวย ความน่าเกลียดย่อมอุบัติมา เมื่อเราว่านี่คือสูง นั่นคือเราได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าต่ำเตี้ยขึ้นมาแล้ว สิ่งเหล่านี้นั้นล้วนถูกกำหนดมาจากจิตใจมนุษย์ที่ปนเปื้อนไปด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งนั้น เต๋าจึงพยายามที่จะค้นหาสิ่งที่ปราศจากการปรุงแต่ง สิ่งที่มีมาแต่เดิมจากธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำใดๆ ดังนั้นศาสนาเต๋าจึงเรียกค่าของสิ่งที่เป็นกลางๆ ที่อธิบายไม่ได้ถึงการมีตัวตนนี้ว่าเป็นเต๋า โดยเต๋าพรรณนาว่า เต๋าที่อธิบายได้ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง ชื่อที่เรียกขานกันนั้นไม่ใช่ชื่อที่แท้จริง เพราะการกำหนดค่า การยึดมั่นในชื่อ ในความคิดมันก็คือการปรุงแต่งของคนๆหนึ่งเท่านั้น การอธิบายนั้นมันก็คือกิเลสตัณหา คือทิฐิของคนๆหนึ่งเท่านั้น ซึ่งศาสนาพุทธเราก็มีการสอนในเรื่องนี้กันมากโดยว่าด้วยเรื่อง “ศูนยตาความว่างเปล่า” และ “อัพยากตาธรรมธรรมที่ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล”

แต่คำนี้ไม่ได้ใช้ในเชิงปรัชญาศาสนาอย่างเดียว แต่ในศิลปะการต่อสู้ก็ใช้คำนี้เป็นอย่างมากด้วย เป็นปรัชญาการต่อสู้ในระดับสูง เป็นการฝึกตนในระดับสูง และมันสูงอย่างไร ในการต่อสู้นั้นหากใช้สมองในการคิดว่าจะต่อยท่านั้น ต่อยทางนี้ ปัดอย่างนั้น หลบอย่างนี้ มันออกจะช้าเกินไป ซึ่งการต่อสู้จริงๆนั้นการโจมตีการป้องกันแต่ละครั้งมันเร็วมาก หนักหน่วงมากๆ คนที่เก่งๆความเร็วหมัดแทบจะต่ำกว่าวินาทีด้วยซ้ำมัน บางคนในหนึ่งวินาทีสามารถชกได้อย่างรวดเร็วหนักหน่วงถึง2-3หมัด ดังนั้นการคิดในการต่อสู้นั้น เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่นั่นไม่ใช่ให้ปฏิเสธการคิด และสู้แบบโง่ๆไร้ความคิดไร้แบบแผน และไม่ใช่การปล่อยให้การต่อสู้นั้นเป็นไปด้วยสัญชาตญาณความกระหายในการเอาชนะในการต่อสู้เพียงอย่างเดียว

ศิลปะการต่อสู้นั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปะ นั่นย่อมหมายถึง ศาสตร์ความรู้ และการนำศาสตร์ความรู้นั้นๆมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตน  ศาสตร์และศิลป์นี้เองที่จะเป็นตัวลับประสาทสัมผัสต่างๆให้สูงขึ้น เพื่อใช้ในการต่อสู้แทนความคิด

ในการฝึกวิชานั้น มักจะได้ยินคำพูดเสมอๆในทำนองว่า “ฝึกให้เข้าไปอยู่ในสายเลือด” “อย่าใช้สมองจำแต่ให้ใช้ร่างกายเป็นตัวจำ” “ให้จำอารมณ์แบบนี้เอาไว้ เวลาฝึกให้ใช้อารมณ์และความรู้สึกแบบนี้”เป็นต้น นั่นย่อมหมายถึงการฝึกที่เพียรพยายามอย่างหนักจนร่างกายเกิดความเคยชิน เกิดการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ จนท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นๆซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใจ ดังจะเห็นได้จากผู้ที่ฝึกวิชามาเป็นอย่างดี เมื่อเกิดการตกใจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เขาเหล่านั้นสามารถที่จะเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างรวดเร็วและเป็นแบบแผน บางคนกระโดดหลบรถที่พุ่งมาชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางคนสามารถปัดป้องจากสิ่งที่พุ่งเข้ามาได้อย่างรวดเร็วทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งตัว บางคนสามารถทุ่มหรือหักแขนคนที่โผเข้ามากอดจากด้านหลังได้ในทันที หรือแม้แต่เวลาที่ไม่ทันได้มีสติตั้งตัว อย่างที่เคยได้ยินตำนานจากครูบาอาจารย์ว่าในสมัยก่อนนั้น บางคนสามารถต่อสู้ได้แม้กระทั่งยามหลับ(ละเมอ) หรือคนเมาที่ไร้สติสามารถต่อสู้ได้โดยไร้ที่ติ นั่นหากเป็นการต่อสู้ที่สั่งการผ่านความคิดของสมองแล้ว มันไม่สามารถที่จะคิดได้ทันเลย

อย่างในคาราเต้นั้น เหตุใดจึงต้องมีการจับคู่ซ้อมท่าพื้นฐาน คนนึงชก คนนึงปัด ที่เรียกว่า “ยากุโซกุคุมิเต้” หรือ “คิฮงคุมิเต้” นั้นก็เพื่อเอาไว้ฝึกความรู้สึก ฝึกประสาทสัมผัสในการต่อสู้ทั้งสิ้น ฝ่ายโจมตี ต้องโจมตีให้รวดเร็วรุนแรงที่สุด และมุ่งหวังที่จะล้มคู่ต่อสู้ให้ได้(แต่ต้องสามารถหยุดได้เมื่อถึงตัว เมื่อป้องกันการบาดเจ็บในขณะฝึกซ้อม) เมื่อโจมตีมาแล้ว ฝ่ายรับย่อมต้องป้องกันด้วยความเร็ว และความรัดกุมมาก หากปัดป้องไม่ดีก็จะเกิดการบาดเจ็บได้ เมื่อฝึกกันจนเกิดความเคยชินแล้ว ย่อมต้องเพิ่มกำลังในการโจมตี เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเพิ่มระยะ เพิ่มจังหวะหลอกล่อในการโจมตีด้วย เพื่อเรียนรู้สร้างความเคยชินให้กับร่างกายให้มากขึ้นไปอีก ในทางกลับกันฝ่ายรับ ก็ต้องเพิ่มความรัดกุมความสามารถในการรับป้องกันให้มากขึ้นด้วย การฝึกเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การฝึกเข้าคู่เพื่อเรียนตามมาตรฐาน หรือสอบเลื่อนระดับความสามารถเท่านั้น เมื่อผ่านการฝึกเหล่านี้มาอย่างถูกต้อง และเข้าใจแล้ว จะสามารถรู้ถึงจังหวะที่รัดกุม ระยะที่พอเหมาะ ในการต่อสู้ได้เองโดยที่ไม่ต้องใช้ความคิด แต่หากการฝึกที่ว่านี้ยังผ่านมาไม่พอ คือความเร็วไม่เร็วพอ ความหนักไม่หนักพอ กำลังกายไม่ได้ถูกรีดออกมามากพอขณะฝึก อารมณ์ความรู้สึกที่ได้จากการฝึกย่อมไม่สามารถซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายและจิตใจได้เลย ความรู้สึกที่ได้รับมานั้นก็จะไม่แจ่มชัดพอ ทำให้เกิดการลังเลในการต่อสู้ หรือความกลัว

ในพื้นฐานมนุษย์หรือสัตว์นั้น การจะใช้ร่างกายให้ถึงขีดจำกัดของร่างกายได้นั้น จะสามารถเห็นได้จากความกลัว เช่น คนที่สามารถยกของหนักได้เมื่อยามไฟไหม้ การฮึดฝืนร่างกายตนเองเมื่อจิตใจได้รับการกระทบอย่างรุนแรง หรืออย่างสัตว์เช่นสุนัขที่โดนไล่จนตรอก การที่จิตใจได้รับการกระทบอย่างรุนแรงนั้นสามารถที่จะดึงสมรรถภาพทางกายออกมาได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถนำขีดจำกัดนี้มาใช้ได้เสมอไป ดังนั้นการฝึกต่างๆที่ต้องตรากตรำฝึกด้วยความยากลำบากนั้นเองจึงเป็นตัวดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมาได้ ในการฝึกต่อสู้นั้น หากไม่ทุ่มเทเต็มที่ย่อมเกิดการบาดเจ็บ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากบาดเจ็บ ไม่มีใครชื่นชอบการโดนทำร้ายร่างกาย นั่นคือความกลัว เราฝึกต่อสู้ก็เปรียบได้กับการฝึกรับมือกับความกลัว เราอยู่กับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา หากเราพลาดเราก็โดนต่อยในการซ้อม ดังนั้นการซ้อมเหล่านี้จึงเป็นการกระตุ้นร่างกายได้เป็นอย่างดี และผู้ที่เข้าใจถึงการฝึก ย่อมสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างดีโดที่ไม่ต้องคิด

แต่ในการใช้ประสาทสัมผัส หรือความรู้สึก เช่นนี้ก็ยังเป็นเพียงสัญชาติญาณ ซึ่งบางคนอาจจะเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์เหล่านี้ก็เป็นได้ แต่ในการที่จะไม่คิดไม่ปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้เลยมันต้องมี “ปัญญา” ด้วย ต้องมีปัญญาที่จะสามารถพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน การวางอารมณ์ ควบคุมจิตใจ การอ่านอารมณ์จิตใจของตัวเองและคู่ต่อสู้ รวมถึงสิ่งรอบข้างได้อย่างถูกต้องโดยเป็นกลาง ซึ่งปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากความคิด แต่เกิดจาก “จิต” ที่ถูกฝึกฝนด้วยสมาธิ และความเพียรตั้งใจอย่างแรงกล้าและยาวนาน ดังจะเห็นได้จากครูบาอาจารย์สมัยก่อนๆนั้น มักจะเก็บตัวเข้าป่า หรือเก็บตัวคร่ำเคร่งฝึกอยู่แต่ในห้อง ในที่ส่วนตัว เพื่อฝึกทั้งวิชาต่อสู้ และฝึกทั้งการสำรวจจิตใจของตัวเอง(สมาธิ ปัญญา พิจารณา) เพื่อยกระดับจิต และร่างกายของตนเอง เพื่อที่จะสามารถวางจิตให้วางเฉยต่ออารมณ์ที่ถูกกดกระทบในจิตใจขณะต่อสู้ และควบคุมกระแสจิตใจ อารมณ์ความคิดของตัวเองและคู่ต่อสู้ได้ รวมถึงเพิ่มความชัดเจนให้กับการรับรู้ทางประสาทสัมผัสในการต่อสู้ด้วย

และนี่คือเหตุที่ว่าทำไมถึงต้อง “มุเนน มุโซว”

ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวหลายๆอย่างอาจจะไม่ได้มีการฝึกในลักษณะนี้ และเพราะเหตุใดในคาราเต้ และเคนโด รวมถึงศิลปะในหลายรูปแบบของจีนและญี่ปุ่นถึงได้มีคำๆนี้ รวมถึงการฝึกแบบนี้ขึ้นมา





การต่อสู้ในหลายๆสำนักในหลายๆรูปแบบอาจจะมีการต่อสู้ลักษณะพัวพัน ต่อเนื่อง มีการใช้เทคนิคท่วงท่ามากมายในการประยุกต์เคลื่อนไหวรุกรับมากมาย ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าวิชาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้แนวคิดแบบ “มุเนนมุโซ” เลย แต่ในทางกลับกัน แนวคิดนี้กลับพบได้ในหลักวิชาที่เน้นการโจมตีเพียงครั้งเดียว อย่างเช่น วิชาดาบ โดยเฉพาะสาย จิเกนริว บัตโตจิทสุ อิไอจิทสุ วิชาเหล่านี้เน้นการฟันเพียงครั้งเดียว เน้นการเคลื่อนไหวด้วยเทคนิค ความเร็ว ความแม่นยำที่ดีกว่า เพื่อเอาชัยเอาชีวิตศัตรูที่เข้มแข็งกว่า ดังนั้นหากเขาพลาดในการลงดาบ นั่นคือเขาพลาดในชีวิตที่ไม่อาจจับดาบได้อีกต่อไป หรือแม้กระทั่งพลาดในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้นภาวะจิตที่ถูกกดดันไปด้วยความกลัว ความตายนั้นหนักหนามาก ไม่อาจจะประเมินได้เลยหากไม่เคยลิ้มรสเช่นนั้นมาก่อน ความกดดันนี้นอกจากจะกดดันจิตใจ มันยังกดดันร่างกายเราอีกด้วย ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ การต่อสู้ในลักษณะนี้ เรียกว่า “一撃必殺อิจิเกกิ ฮิซัทสุ” หรือ “一剣必殺อิคเคน ฮิซัทสุ” แปลว่า พิชิตในการโจมตีเดียว(ดาบ หรือหมัด) ซึ่งคาราเต้ก็ได้รับปรัชญาแนวคิดนี้มาจาก จิเกนริว และ บัตโตจิทสุ จึงมีการฝึกที่เน้นสร้าง และเค้นศักยภาพของร่างกายออกมาดังที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ เนื่องจากคาราเต้เป็นวิชาที่คนตัวเล็กสามารถล้มคนตัวใหญ่กว่าได้ และยิ่งเป็นการต่อสู้ที่เน้นจังหวะการตัดสินใจโจมตีเพียงครั้งเดียว หรือจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด ดังนั้นภาวะการณ์วางจิตแบบ “มุเนนมุโซ” จึงค่อนข้างจำเป็นในการในการฝึก และเข้าใจถึงหลักวิชาในคาราเต้ มากกว่าในวิชาของสำนักอื่นๆที่เป็นการต่อสู้แบบพัวพัน หรือต่อสู้แบบติดพัน
นักพรตแมว