วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ตะลุยกังฟู ตอนที่ 2 ทำไม ไทเก็ก


ตะลุยกังฟู ตอนที่ 2 ทำไม ไทเก็ก

ตอนที่แล้วก็ได้เกริ่นกันไปบ้างแล้วเกี่ยวกับมวยไทเก็ก และคุณประโยชน์ของการฝึกไทเก็ก ว่าสามารถฝึกฝนเพื่อใช้ในการบำบัดสุขภาพกาย พัฒนาสุขภาพจิต อีกทั้งยังเป็นการฝึกฝนทักษะการป้องกันตัวเอง จนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่เพราะอะไร ทำไมไทเก็กถึงมีคุณประโยชน์ขนาดนั้น

                มวยไทเก็ก หรือ ไท่จี๋เฉวียน เป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีลักษณะช้า และผ่อนคลายเป็นหลัก ตามหลักการ ในการเคลื่อนไหวแสวงหาความสงบ ในความสงบแสวงหาความเคลื่อนไหว(动中求静,静中求动Dòng zhōng qiú jìng, jìng zhōng qiú dòng) พื้นฐานไทเก็กนั้น เราเคลื่อนไหวให้เชื่องช้า เพื่อให้สติของเรามีเวลาสำรวจพิจารณาการเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา เป็นการทำสมาธิให้จดจ่อสงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับการเคลื่อนไหว ดั่งคำว่า ในความเคลื่อนไหวแสวงหาความสงบ และเป็นการพิจารณา ว่าในการเคลื่อนไหวในทักษะใดทักษะหนึ่งนั้น เคลื่อนไหวได้อย่างถูกต้องหรือไม่ มีอาการเกร็ง ใช้แรงเกินความจำเป็นหรือไม่ การขยับนั้นสอดคล้องสัมพันธ์กับร่างกาย บนล่างตามกัน(上下相随Shàng xià xiāng suíนอกในผสาน(内外相合Nèi wài  xiàng héเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้ทักษะต่างๆด้วยศักยภาพร่างกายของเราให้ได้มากที่สุด

  เมื่อร่างกายเคลื่อนไหวด้วยความช้า สงบ เปี่ยมไปด้วยจิตสมาธิที่นิ่งสงบ เราจะพบเห็นการเคลื่อนไหวมากมายที่อยู่ภายในร่างกาย เช่นลมหายใจที่เข้าออกขึ้นลง การถ่ายเทน้ำหนักของร่างกาย การใหลเวียนของโลหิต และลมปราณ(气เป็นต้น ดั่งคำว่า ในความสงบแสวงหาความเคลื่อนไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐาน ในการฝึกพัฒนาตนเอง เป็นการตีความเฉพาะแนวทางการฝึกด้านร่างกาย และสมาธิในเบื้องต้นเท่านั้น

                การเคลื่อนไหวร่างกาย เคลื่อนไหวด้วยความช้า ผ่อนคลาย สงบ ผสานกับลักษณะกลมโค้งของท่ามวยไทเก็กแล้ว การรำมวยไทเก็กจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสมดุลทางร่างกาย การเคลื่อนเบาผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายปราศจากแรงกระแทกมากระทบข้อกระดูกต่างๆ การเคลื่อนไหวที่ช้าทำให้มีเวลาสำรวจการเคลื่อนไหวของร่างกายให้ลดและเลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างผิดธรรมชาติ จนเกิดการสะสมจนอักเสบเรื้อรังได้

                ไทเก็กเมื่อรำจะต้องมีจิตสมาธิที่พร้อมในทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวในชุดท่ารำ ที่มีการเคลื่อนไหวสมดุลสลับผลัดเปลี่ยนต่างๆนานาผสานการเคลื่อนไหวที่ช้า หากในการฝึกนั้นเกิดสมาธิวอกแวก การเคลื่อนไหวไม่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้เกิดการเสียหลัก เสียสมดุลจนเซ ยืนไม่มั่นคงได้ ดังนั้นเมื่อเราได้ฝึกไทเก็กจนเกิดความเคยชิน ก็จะทำให้ทุกๆการเคลื่อนไหวของเรานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสมาธิ ประสาทสัมผัสที่ดีเยี่ยม  พร้อมร่างกายที่ถูกฝึกให้แข็งแรง กำลังขากำลังกายมีพละกำลัง มีสมดุลที่ดี


                ดังนั้น ไทเก็กจึงถูกเลือกให้เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ใช้ในการบำบัดฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย และจิตใจไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากจะทำให้มีสติสมาธิมากขึ้น ไม่หลงไม่ลืม และมีประสาทสัมผัสที่ดีไม่เสียหลักหกล้มง่ายๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถฝึกฝนเรียนไทเก็กได้ในตอนสูงอายุแล้ว การศึกษาการเรียนที่ดีนั้น เริ่มต้นได้ทุกเพศทุกวัย ขอเพียงมีใจที่จะศึกษาอย่างจริงจัง คุณประโยชน์ของไทเก็ก ก็พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายและจิตใจของคุณ




วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ตะลุยกังฟู ตอน มวยไทเก็ก1 ไทเก็กในปัจจุบัน

ตะลุยกังฟู ตอน มวยไทเก็ก1 ไทเก็กในปัจจุบัน

หากจะพูดถึงมวยจีน หลายๆคนเมื่อได้ยินคำนี้ก็น่าจะคิดถึงได้อยู่สองสามอย่างคือ มวยไทเก็กที่เหล่าผู้สูงอายุร่ายรำกันตามสวนสาธารณะ มวยเส้าหลินที่มีพระฝึกวิทยายุทธโด่งดังไปทั่วโลก และสุดท่ายก็น่าจะเป็น ยิปมัน ปรมาจารย์หย่งชุนที่โด่งดังจากภาพยนต์หลายๆภาคในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้



ในวันนี้จะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับมวยไทเก็กที่สามารถพบเห็นได้มากที่สุด

ไท่จี๋เฉวียน 太极拳Tài jí quán หรือที่เราเรียกกันว่ามวยไทเก็ก เป็นศิลปะชนิดหนึ่งของจีน ที่มีความนิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยไท่จี๋เฉวียนนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ ในกลุ่มเด็กและบุคคลทั่วไปก็ยังฝึกฝนไท่จี๋เฉวียนกันมากมาย เนื่องจากเป็นกีฬาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ สุขภาพจิต ยังเป็นศิลปะป้องกันตัวแบบโบราณอีกด้วย อีกทั้งในทางวงการแพทย์ยังใช้ไท่จี๋เฉวียนในการฟื้นฟูบำบัดร่างกายให้ผู้ป่วยในหลายๆโรคอีกด้วย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มี疫情 yìqíng สถาณการณ์การระบาดของโรค冠状病毒  guānzhuàng bìngdúไวรัสโคโรน่า2019 ไท่จี๋เฉวียนก็ได้ถูกนำไปใช้ในการบำบัดฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโควิดควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ด้วย 

ความนิยมในไท่จี๋เฉวียนนั้น นอกจากจะได้รับความนิยมเรื่องการฝึกเพื่อสุขภาพแล้ว ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถใช้ในการฝึกฝนจิตใจ พัฒนา บริหารความคิด การฝึกปฏิกริยาตอบสนอง การเจริญสติ และสมาธิ รวมถึงการควบคุมร่างกายตนเองได้ดีอีกแนวทางหนึ่งด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่สามารถฝึกได้ แต่บุคคลทั่วไป หรือเด็กๆวัยรุ่นก็สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน  และเมื่อได้รับการฝึกไท่จี๋เฉวียนอย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการฝึกป้องกันตัว หรือพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ด้วย


ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เราจะพบเห็นมวยไทเก็กได้มากมายตามสวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งสื่อการเรียนการสอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อออนไลน์ หรือหนังสือ ซีดีๆ วีดีโอต่างๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของไท่จี๋เฉวียนเท่านั้น เนื่องจากไท่จี๋เฉวียนมุ่งเน้นที่สุขภาพเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะพบเห็นผู้คนมากมายฝึกฝนศิลปะชนิดนี้กัน นอกจากศิลปะเพื่อสุขภาพแล้ว ในกีฬาระดับสากล ไท่จี๋เฉวียน ยังถูกจัดเข้าเป็นประเภทหนึ่งของกีฬาวูซู หรืออู่ซุ่ 武术  ซึงแปลว่าศิลปะการต้อสู้ในภาษาจีน ที่มีการแข่งขันในระดับกีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ ซีเกมส์ และเอเซี่ยนเกมส์ ด้วย



สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับ ตะลุยกังฟู ตอน มวยไทเก็ก 2

 

สนใจศึกษาวิชามวยจีน  มวยไท่จี๋เฉวียน หรือมวยไทเก็ก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และนัดวันเรียนได้ที่ โรงเรียนสอนภาษาพาเพลิน  https://www.facebook.com/learnandjoy/



วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

วิชา ปาต้วนจิ่น 八段锦 และ การยืดเหยียด สำคัญสำหรับชี่กงอย่างไร

 

ทางเพจ TaiChi Thailand - Taiji for Life ร่วมกับ โรงเรียนภาษาพาเพลิน เปิดหลักสูตร มวยจีนเพื่อสุขภาพ ป้องกันตัว และวิชาวิชาชี่กง ปาต้วนจิ่น

Page: โรงเรียนภาษาพาเพลิน

https://www.facebook.com/learnandjoy/

 

Page: TaiChi Thailand - Taiji for Life

https://www.facebook.com/taichibythamyzhang/

 

วิชา ปาต้วนจิ่น 八段锦 Bā duàn jǐn และ การยืดเหยียด สำคัญสำหรับชี่กงอย่างไร



หลายคนมักจะเข้าใจว่า 气功 ชี่กง Qìgōng คือการฝึกลมปราณ ซึ่งการฝึกลมปราณหรือชี่กงนี้ เป็นการฝึกหายใจด้วยการนั่งสมาธิกำหนดจิตเท่านั้น

แต่ในความเป็นจริง ชี่กงนั้น มีทั้งการฝึกท่าเคลื่อนไหว การยืน การนั่ง การนอน โดยเฉพาะท่าเคลื่อนไหวนั้น บางท่าจะมีความยาก และใช้กำลังอย่างมากด้วย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า 气血(qì xuè ชี่เซวี่ย) หรือเลือดลมนั้น ก็คือ เลือด(xuè เซวี่ย) กับปราณ(qì ชี่) มันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อเราทำท่าใดท่าหนึ่งให้เลือดมันโคจรไหลเวียนไปทางนั้น ปราณชี่มันก็จะไปทางนั้นด้วย

ตามหลักแพทย์จีน การไหลเวียนของปราณชี่ หากชี่เกิดติดขัด คั่งค้าง พร่อง อุดตัน ณ ที่แห่งใด จุดๆนั้นย่อมเกิดอาการบาดเจ็บ หรืออาจส่งผลให้อวัยวะที่เกี่ยวโยงกันด้วยนั้นเกิดความผิดปรกติ

เส้นทางการโคจรของชี่ เรียกว่า จิงลั่ว经络jīng luò หรือที่คนไทยเราเรียกว่าเส้นชีพจร เส้นชีพจรแต่ละเส้นจะเชื่อมโยงอวัยวะต่างๆเข้าด้วยกัน ซึ่งเส้นชีพจรก็จะมีจุดชีพจรต่างๆมากมายรายเรียงกันในเส้น ซึ่งเส้นชีพจรนี้ ก็อาศัยอยู่ตามร่างกาย กล้ามเนื้อ และพาดผ่านกระดูกต่างๆ ดังนั้นกล้ามเนื้อที่ติดเกร็งมากเกินไป พังผืด กระดูกที่เรียงตัวผิดปรกติ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ชี่ไม่สามารถโคจรไปตามจุดต่างๆเส้นต่างๆได้

การฝึกชี่กงในหลายๆสำนัก จึงมักจะประกอบไปด้วยท่วงท่าที่คล้ายกายบริหาร หรือยืดเส้นแบบโยคะ เนื่องจากการยืดเส้นเป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนการฝึกชี่กง แต่กายบริหารหรือโยคะก็ไม่สามารถที่จะฝึกแล้วกลายเป็นชี่กงไปได้

ปาต้วนจิ่น8ท่า เป็นท่วงท่าที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นฐานการฝึกชี่กง ด้วยการยืดเหยียดส่วนต่างๆที่สำคัญของการฝึกเช่น แขน ใหล่ คอ กระดูกสันหลัง เอว ขา สะโพก เป็นต้น นอกจากการยืดเหยียดและกายบริหารแล้ว ท่วงท่าในปาต้วนจิ่น ยังเป็นการฝึกชี่กงพื้นฐานด้วย

การฝึกปาต้วนจิ่น เป็นการขยับร่างกายประกอบการหายใจ เมื่อเราทำท่าได้ถูกต้องจนเกิดความเคยชินแล้ว จะสามารถรับรู้ได้ถึงการไหลเวียนของเลือด และกระแสของลมหายใจ ความร้อนของเลือดที่ไหลเวียน

เมื่อสามารถรับรู้การไหลเวียนโคจรต่างๆในร่างกายภายใน ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวท่วงท่าภายนอกแล้ว ก็ต้องฝึกต่อเนื่องจนกว่าการรับรู้จะเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเพียงกำหนดจิตนึกคิดเพียงเล็กน้อย การโคจรไหลเวียนภายในก็สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามแนวทางที่ฝึกฝนมา

ในขั้นนี้ หากมองเพียงผลลัพธ์การฝึกเพียงภายนอก ร่างกายย่อมมีสุขภาพที่แข็งแรง เนื่องจากการยืน การย่อ การก้าวเดิน การเหยียดแขน การยืดตัว ยืดหลัง และท่าต่างๆนั้นสร้างความแข็งแรงยืดหยุ่นให้ร่างกาย ทำให้หัวใจปอดและอวัยวะอื่นๆได้ออกกำลังกาย ให้เลือดลมไหลไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้เต็มที่ และที่สำคัญนั้นคือ สมาธิ สติ ความทรงจำที่ได้ถูกกระตุ้น ก็ย่อมทำให้ร่างกายและจิตใจได้รับการพัฒนาอย่างองค์รวม

เมื่อผ่านขั้นพื้นฐานแล้ว ในขั้นการนั่งสมาธิ ก็เป็นการกำหนดจิตและกำหนดลมหายใจตามแบบท่วงท่าที่เราฝึกนั่นเอง

สิ่งที่จะได้จากขั้นตอนนี้คือ การฝึกภายใน จิตที่มั่นคง สติที่มีความไวรู้ทันการเคลื่อนไหวรู้ทันอารมณ์ ความคิด และสิ่งที่มากระทบต่างๆ กำลังของสมาธิที่มีมากขึ้น ทำให้มองเห็นรับรู้สิ่งต่างๆได้ละเอียดขึ้นชัดเจนขึ้น และสิ่งที่ตามมาคือ ปัญญาญาณจิตประสาทในการไตร่ตรองใคร่ครวญการกระทำต่างๆ บางคนเข้าใจว่ามันเป็นสัญชาติญาณ แต่หากเป็นสัญชาติญาณธรรมดาที่ติดตัวมา เราจะไม่ต้องมาทนฝึกสิ่งเหล่านี้เลย แต่จิตประสาทปัญญาญาณนั้นเป็นสัญชาติญาณพิเศษที่ถูกฝึกมาดีแล้ว

สมาธิ ไม่ใช่ ชี่ แต่ อี้ หรือจิตที่มีสมาธิสามารถชักนำชี่ได้ ส่วนชี่จะโคจรไปได้หรือไม่ขึ้นกับกำลังสมาธิดีหรือไม่ เส้นชีพจรมีความแข็งแรงคล่องหรือไม่ ร่างกายกระดูกข้อต่างๆมีการเรียงตัวตามธรรมชาติหรือไม่

ปาต้วนจิ่น มีเพียงแปดท่า แต่แปดท่านี้สามารถแยกฝึกได้อีกเป็นหลายๆท่า แต่ละท่ามีจุดสาระสำคัญในการฝึกที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ ปาต้วนจิ่น ไม่ใช่แค่กายบริหารยกแขน เหยียดแขน หมุนแขน ก้มตัว เอี้ยวตัว หรือกายบริหารทั่วไป แต่ปาต้วนจิ่นยังมีเคล็ดลับอีกมากมาย ซึ่งซ่อนอยู่ในท่าทาง และต้องถ่ายทอดปากเปล่าจากผู้สอนสู่ผู้เรียนเท่านั้น ไม่สามารถดูหรือฝึกได้เองจากท่วงท่าภายนอก

ซึ่งปาต้วนจิ่นนอกจากกายบริหารแล้ว ยังให้ผลทางการดึงเส้น ดั่งวิชาดัดกระดูก เซินจินป๋ากู่伸筋拔骨 Shēn jīn bá gǔ ให้เรียงตัวตามธรรมชาติด้วย เหมาะสำหรับผู้มีอาการออฟฟิตซินโดรม หลังค่อม ปวดใหล่ ปวดคอต่างๆ

เมื่อสุขภาพพลานามัย จิตประสาทพร้อม การใช้ชีวิตประจำวันก็จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น และการเรียนวิชามวยไท่จี๋เฉวียน (มวยไท้เก็ก)太极拳Tàijí quán หรือมวยจีนอื่นๆก็ง่ายขึ้น

--------

สอนวิชาปาต้วนจิ่น มวยไท่จี๋เฉวียน(ไทเก็ก) มวยจีนเพื่อสุขภาพ และการป้องกันตัวด้วยมวยจีน

Learn And Joy Language School โรงเรียนสอนภาษาจีน

https://www.facebook.com/learnandjoy

 


 

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เรื่องผีๆกับนักคาราเต้ ณ แดนปลาดิบ

เหล่าบรรดานักคาราเต้จะมีสัมผัสที่ไวต่อเสียงและการรับรู้มากกว่าคนปรกติ หากพูดกันในเชิงศาสนา ก็คืออายตนะ6 หรือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง

สายตานั้นคมกริบ สามารถมองการจู่โจมได้4ทิศไม่พลาด สามารถมองเห็นและหลบหลีกแม้แต่แมลงสาบที่บินเข้าหา

หูนั้นฟังได้8ทาง ไม่ว่าศัตรูจะจู่โจมจากมุมไหนที่ตามองไม่เห็น ล้วนแล้วแต่ฟังได้จากการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะคำนินทาที่แม้แต่แอบกระซิบกันเบาๆก็จักได้ยินแม้อยู่ห่างไกลกันเป็นเมตรๆ

จมูก นั้นสามารถทนต่อกลิ่นที่รุนแรงได้อย่างไม่สะทกสะท้านเนื่องจากไม่มีอะไรเหม็นไปกว่าชุดคาราเต้เน่าๆที่ใส่ซ้อมทุกวันมาเป็นอาทิตย์และไม่ได้ซัก

กายนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าอิฐมอญเปราะๆที่แค่เคาะก็หัก แต่ก็มีสัมผัสในการอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูแม้เพียงสัมผัส สามารถรับสัมผัสความเจ็บปวดได้ในทันทีแม้โดนกระแทกเพียงเบาๆ

ใจนั้นแน่วแน่มั่นคงไม่เกรงกลัวต่อการกดดันของศัตรู ไม่ว่างานแข่งหรือกินเหล้าเมาหาเรื่องคนอื่นจนโดนเขายำกลับมา

--------------

เหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยรัฐฯอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของญี่ปุ่น ตึกเรียนบางตึกมีอายุมากกว่า100ปี

ณ ห้องชมรมคาราเต้ หลังการฝึกซ้อมแลกเปลี่ยนระหว่างคนไทยกับญี่ปุ่น ทุกคนอ่อนเพลียกันมาก เนื่องจากสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ จึงทำให้คนไทยไม่เคยชินกับสภาพอากาศ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคมากนักสำหรับนักสู้แดนขนมต้ม

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านผู้นำชมรม ได้เดินเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างจากห้องชมรมเพียงลำพัง ห้องน้ำนี้มักจะได้ยินเสียงคนกรีดร้องอย่างโหยหวนเป็นประจำ แต่ด้วยอาการปวดท้องอย่างหนักของท่านผู้นำ ท่านจึงไปนั่งปลดทุกข์ที่นั่นด้วยตัวคนเดียว

ทุกครั้งที่ปลดทุกข์หากได้ยินเสียงคนเดินเข้าห้องน้ำก็จะเอ่ยปากถามทันทีว่าใคร ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยเพื่อนๆกัน และพูดคุยกันเพื่อคลายเหงาคลายเปลี่ยว

แน่นอนสำหรับเสียงคนเดินนั้น ไม่อาจจะหลบรอดหูนักคาราเต้ผู้ฝึกฝนมาดีเยี่ยมได้ ยกเว้นแต่จะเป็นยอดฝีมือที่ฝีมือสูงกว่ามากๆเท่านั้น

แต่วันนี้หลังซ้อม ทุกคนนัดกันไปห้องเก็บของของชมรมที่อยู่อีกด้านของอาคาร ต้องเดินผ่านห้องน้ำไปอีกฝั่ง ท่านผู้นำจึงขอปลดทุกข์ก่อนแล้วค่อยตามไป

เมื่อท่านผู้นำกำลังปลดทุกข์เช่นเดิม ด้วยความเงียบสงัด และความหนาวเหน็บแสบรูตูดที่ต้องเอากระดาษสากๆเช็ดก้นท่ามกลางอุณหภูมิอันแสนต่ำ(ใครไม่เคยเช็ดก้นด้วยกระดาษสากๆทุกวันในฤดูอันหนาวเหน็บของญี่ปุ่นไม่มีทางรู้ซึ้งได้หรอก ส้วนสาธารณะมักจะไม่มีที่ฉีดก้นในตำนานนะครับ) อยู่ๆเสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังขึ้น และทันใดนั้นไฟห้องน้ำก็ดับลง

มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมาแกล้งปิดไฟ เพราะไม่มีเสียงคนเดินมาในระแวกนี้เลย และเสียงกรีดร้องนั่นมัน

เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็รีบๆยิงระเบิดลูกสุดท้ายด้วยความกลัวพร้อมเช็ดก้นให้สะอาดใส่กางเกงให้เรียบร้อย

ทันใดนั้น ท่ามกลางความเงียบสงบและมืดมิดนั้น อยู่ดีๆไฟก็ติด เปิดขึ้นมาอีก เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาอีกครั้ง ท่านผู้นำเริ่มใจแป๊วไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยืนแข็งทื่อนิ่งไม่ขยับกาย ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดจับอาการเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างระแวงระวัง หากนี่เป็นคนเรายังสู้ได้ แต่หากว่ามันเป็นอย่างว่าหล่ะ

เมื่อท่านผู้นำหยุดนิ่งสักครู่ ไฟดับอีกโดยที่ระแวกนั้นไม่มีเสียงหรือการเคลื่อนไหวของใครอยู่ใกล้ๆเลย

ท่านผู้นำหมดความอดทนด้วยความตกใจรีบเปิดประตูวิ่งออกมาด้วยความกลัว

ทันใดนั้นเอง ก็เห็นนักเคนโด้เดินออกมาจากห้องชมรมเคนโด ซึ่งอยู่หลังห้องน้ำ พอมองเข้าไปในห้องเคนโด เสียงกรีดร้องโหยหวนนั้นคือเสียงร้องคิไอของนักเคนโดนี่เอง มันช่างร้องได้โหยหวนยิ่งนัก(ใครไม่เคยได้ยินขอให้ลองไปฟังไอ้ชมรมมหาลัยนี้ร้องคิไอ มันคิไอร้องอย่างกับหมูโดนเชือด) (คิไอ คือการเปล่งเสียงร้องของนักสู้เพื่อทำการกดดันคู่ต่อสู้ หรือเพื่อสร้างกำลังใจให้ตนเอง อีกทั้งยังสามารถเค้นพละกำลังได้เป็นอย่างดี หากทำได้อย่างถูกต้อง)

เมื่อคิดได้ดังนั้น ใจก็สงบลงส่วนหนึ่งจึงรวบรวมกำลังใจเดินกลับไปห้องน้ำเพื่อพิสูจน์สิ่งที่มองไม่เห็นอีกรอบ

เมื่อมาถึงห้องน้ำแล้ว ไฟที่มืดมิด ห้องน้ำที่เก่าแก่อันน่ากลัวปราศจากผู้คน ขณะที่ท่านผู้นำก้าวเท้าเข้าไปนั้น ไฟก็ติดเปิดขึ้นมาอัติโนมัติ ท่านผู้นำนิ่งข่มความกลัวไว้ มองซ้าย มองขวา เผื่อมีผีฮานาโกะโผล่ออกมาจากส้วมหลุม แต่ก็ไม่มีผู้ใด มองข้างล่างเผื่อมีซอมบี้คลานอยู่ก็ไม่มี มองข้างบนเพดานเผื่อมีผีห้อยหัวอยู่ แต่ทุกสิ่งนั้นล้วนไม่มีตัวตนใดๆในความเป็นจริง แล้วสิ่งที่ท่านผู้นำเจอหล่ะ

เมื่อท่านผู้นำคิดได้อย่างนั้นไฟก็ดับลงอีกครั้ง ท่านผู้นำก็ต๊กกะใจอีกรอบกระโดดตัวออกมาตั้งหลักนอกห้องน้ำ ทันใดนั้นไฟก็ติดเปิดขึ้นอีกครั้ง

ท่านผู้นำนิ่งอยู่หน้าห้องน้ำอยู่นานไฟก็ดับลงอีก ท่านผู้นำเริ่มสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรวบรวมสติเดินเข้าไปสำรวจอีกครั้ง

ครั้งนี้เมื่อรวมสติดีแล้ว เมื่อเข้าใกล้ประตูห้องน้ำเหมือนเห็น ดวงตาสีแดงๆเป็นประกายอยู่ริมกำแพง เหมือนเป็นตาของสัตว์ร้ายก็ไม่ปาน ท่านผู้นำคิดเอาฟะ เป็นไงเป็นกัน ต้องพิสูจน์ตำนานผีมหาลัยของญี่ปุ่นให้ได้ เลยเดินเข้าไป

ทันใดนั้นไฟก็เปิดขึ้น แต่ด้วยสติอันรวบรวมตั้งมั่นไว้ดี ท่านผู้นำจึงเห็นเจ้าสิ่งประหลาดนั้นได้อย่างชัดเจน พร้อมกับเสียงร้องออกมาว่า

......ป๊าาาดโถ่เอ้ย สวิสต์ไฟอัติโนมัต แบบจับการเคลื่อนไหว (มีคนขยับไฟก็ติดสักนาทีสองนาที พอไม่มีการเคลื่อนไหวก็ดับ)

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.....อย่ามโน.....

(เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นเกิน50%เพื่อความฮา แต่นำมาจากเค้าโครงจริง) (ขออภัยท่านผู้นำสมัยนั้นด้วย ผมไม่ได้เอ่ยชื่อท่าน แต่คนเก่าแก่จะรู้ว่าท่านคือใคร แต่ผมบอกแล้วนี่เรื่องแต่ง)
ตัวอย่างการคิไอของเคนโด ในคลิปเป็นสำนักดาบโบราณ ชื่อว่า จิเกนริว เคนจิทสุ ในชมรมเคนโดที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงของเด็กชมรมที่ซ้อมหวดลม และเปร่งเสียงคิไอ ท่าทางคุณเธอจะเหนื่อยมาก เสียงเลยร้องแบบเสียงหลงคีย์ เสียงแบบโดนเชือดปานนั้น

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พ่อผมฆ่าตัวตาย (เรื่องแต่งจากเค้าโครงจริง)

เมื่ออาทิตย์ก่อนมีโยมอายุประมาณ30-40ปีมาจากพิษณุโลก มาไหว้พระหน้าเศร้าๆมาเลย บอกว่ามาทำบุญให้พ่อ พ่อฆ่าตัวตายพึ่งเผาไปเมื่อวาน ก็เลยคุยกัน พ่อเขาแขวนคอตายเพราะทนป่วยไม่ไหว แถมยังชอบทะเลาะกับแม่ ก็เลยอาจจะหงุดหงิดท้อแท้ใจฆ่าตัวตายไป
ลูกเขาก็กลัวว่าพ่อจะไปไหนไม่ได้ รับบุญไม่ได้ จะต้องฆ่าตัวตายงี้ห้าร้อยชาติอะไรก็ว่าไป หรือจะวนเวียนเป็นผีเฮี้ยนคอยมาฆ่าตัวตายให้เห็นซ้ำๆตรงบริเวณนั้นให้คนอื่นเห็น ก็เลยไม่สบายใจมาไหว้พระปรับทุกข์กับพระ

ไอ้เราเห็นก็กลุ้มตามไปด้วย คิดในใจเราจะพูดไงดีนะ กลัวพูดไม่ถูกเดี๋ยวจะยิ่งทำให้เขาทุกข์ใจไปอีก ก็ได้แต่พูดสอนให้เขาเข้าใจว่าชีวิตคนเรามันก็แค่นี้แหล่ะ เกิดมาแล้วก็ตายจากไป เพียงแค่ว่าใครจะตายก่อนตายหลัง หรือทำใจกับความตายได้ไหม บางคนทำใจได้ก็ตายอย่างสงบ คนทำใจไม่ได้ก็ตายอย่างทุรนทุรายเพราะไม่อยากตาย ไม่อยากตายเพราะอะไร ก็เพราะยังยึดติดอยู่กับ ลาภยศ ชื่อเสียง คนรัก ของหวง ต่างๆนานาที่มันไม่ใช่ของที่ควรจะยึดถือเป็นสรณะ บางคนก็เสียดายเวลาที่ผ่านมาไม่เคยได้ใช้ชีวิตให้เกิดสาระประโยชน์ก็นึกเสียใจเศร้าใจ

คนบางคนป่วยหนัก แต่ทำใจได้ ก็ใช้ชีวิตอย่างปรกติ ลาจากโลกไปอย่างมีความสุข บางคนแข็งแรงไม่เจ็บป่วย แต่อยู่ดีๆเกิดอุบัติเหตุตายไปแบบไม่รู้ตัวทำใจไม่ได้ก็จากโลกไปอย่างทรมาน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงแม้เขาจะฆ่าตัวตาย เราจะรู้ได้ไงว่าเขาจะต้องกลายเป็นผีเฮี้ยน หรือเขาจะต้องกลายเป็นวิญญาณที่มาฆ่าตัวตายซ้ำๆกันอย่างนี้จนกว่าจะหมดอายุขัย หรือว่าเขาจะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดเป็นคนฆ่าตัวตายอย่างนี้อีกห้าร้อยชาติ ตราบใดถ้าเราไม่ได้ฝึกปฏิบัติสมาธิจนเข้าถึงธรรมเข้าถึงความละเอียดของจิตให้สามารถสัมผัสกับเรื่อ่งเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง เราก็ไม่มีทางรู้ได้หรอก

บางทีตอนเขาตายเขาอาจจะนึกถึงเรื่องที่เป็นกุศล นึกถึงตอนที่เคยทำดีอยู่ก็ได้ หากเขาตายไปในตอนนั้นเขาก็อาจจะได้ไปในภพภูมิที่ดี ไปเป็นเทวดาก็ได้
หรือบางทีนี่อาจจะเป็นชาติภพสุดท้าย เป็นชาติที่500ที่เขาจะฆ่าตัวตายก็ได้ เมื่อเขาตายไปมันก็ย่อมจบเริ่มต้นใหม่

แต่บางครั้งแทนที่เขาจะไปดีตามบุญกรรมของเขา เรากลับไปยึดไปห่วงเขา ไปคิดในด้านลบ ไม่ปล่อยวางเสียที มันก็เป็นการไปยึดไปผูกเขาเอาไว้ แทนที่เขาจะได้ไปดี เขากลับโดนเราล่ามเอาไว้อยู่กับที่ แทนที่เขาจะได้ไปดี กลับกลายเป็นต้องมาห่วงเรา เพราะทนไม่ได้ที่เห็นเราไม่สบายใจ

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ก็คือ ทำจิตใจให้สบาย อย่าได้เศร้าโศกเสียใจเลย เราต้องเข้าใจว่านี่เป็นธรรมชาติของโลก เมื่อเขาเห็นเราคลายเศร้าเสียใจแล้วเขาย่อมหมดห่วงไปในทางที่ดีได้

ไอ้ที่บางทีเราไปเชื่อไปฟังคนอื่นเขาพูดกันว่า เห็นพ่อเธอยังอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ถามว่าในเมื่อเราเป็นลูกแท้ๆ เขากลับไม่มาให้เราเห็น แต่ไปให้คนอื่นที่ไม่รู้จักกันเห็น แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร คนเหล่านั้นมันก็เป็นพวกแม่ค้าปากเปราะวันๆไม่มีอะไรทำ แถมขี้กลัวเกินเหตุเพราะความงมงาย บางทีอยู่คนเดียวมึดๆเห็นถุงปลิวไปตามลมก็คิดว่าผีหลอก เห็นหมาเห่าก็คิดว่าหมาเห็นผี เห็นแมววิ่งมาก็คิดว่าผีมาขอส่วนบุญ พวกนี้มันคิดไปเองทั้งนั้นแหละ ต่อให้มันเป็นผีจริง พวกนี้มันก็มีผีบางจำพวกที่ชอบจำแลงเป็นคนตายเพื่อหลอกให้คนเป็นทำบุญไปให้ บางทีเขาอาจจะเห็นผีเหล่านั้นก็ได้ แทนที่จะเป็นคนตายจริงๆ การที่เราบุญตามพิธีกรรมอย่างถูกต้อง มีการเลี้ยงพระ สาธยายพระอภิธรรมเป็นต้นเนี่ย มันเป็นบุญที่เขาสามารถรับไปปรับภพภูมิให้ดีขึ้นได้อยู่แล้ว ก็ขอให้โยมอย่าได้วิตกกังวลไปเลยว่าพ่อเธอจะไม่ได้รับ หรือว่าต้องลงนรกแล้วมาอนุโมทนาไม่ได้

เมื่อพูดถึงจุดนี้ โยมก็ขอถวายสังฆทาน โดยนำของอุปโภคบริโภคที่ได้เตรียมมาถวาย กล่าวคำถวายแด่พระสงฆ์อุทิศให้กับผู้ตาย ก่อนที่จะถวายก็บังเอิญนึกได้ว่า ครูบาอาจารย์เคยมอบพระคาถาเรียกวิญญาณสำหรับอุทิศให้คนตายมาให้ ก็เลยบอกกล่าวโยมให้ว่าพระคาถานั้นตาม และตั้งจิตอธิษฐานขอให้พ่อของโยมมาร่วมอนุโมทนา รับรู้เป็นสักขีพยานในการถวายสังฆทาน และร่วมกันถวายพร้อมกันกับลูกหลานในวันนี้ และรับผลบุญที่ลูกหลานได้กระทำบำเพ็ญมาให้ในครั้งนี้ด้วย

เมื่อโยมได้กล่าวคำอธิษฐานตาม และกล่าวคำถวายสังฆทาน กับถวายสังฆทาน รับพร อุทิศบุญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โยมมองหน้าพระด้วยอาการแปลกๆ ก่อนจะพูดว่า ผมขอถามอะไรบางอย่างได้ไหมครับ เมื่อกี้ตอนที่กล่าวคาถาเอ่ยถึงชื่อพ่อผม และกล่าวคำถวายเนี่ย ผมขนลุกขนพองอยู่ตลอดเวลาเลย ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ไปทำบุญที่อื่นถวายสังฆทานที่อื่นแล้วอุทิศให้พ่อ ไม่เห็นจะเป็นอย่างนี้เลย ผมรู้สึกแปลกไปรึเปล่าครับ

พระก็ยิ้ม ตอบว่าโยมถ้าโยมรู้สึกอย่างนั้น ก็แสดงว่าพ่อของโยมนั้นอาจจะมาร่วมอนุโมทนาได้แล้ว เขาสามารถมารับบุญได้ แต่อาตมาใช้คำว่า "อาจจะ"นะ เพราะอาตมาก็ไม่ใช่พระผู้ทรงอภิญญาอะไร ไม่ได้ทรงสมาธิสามารถรับรู้สิ่งเหนือธรรมชาติได้ โยมเป็นลูกของเขาโยมย่อมรู้สึกได้ดีกว่าใครอยู่แล้ว ถ้าโยมรู้ว่าเขามาก็แสดงว่าเขาก็น่าจะไปดีได้แล้วหล่ะ ก็อย่างที่รู้กันตามความเชื่อว่า เขาอาจจะไม่สามารถรับผลบุญได้เพราะติดอยู่กับการฆ่าตัวตาย หรือต้องลงอบายภูมิในทันที ถ้าโยมรู้สึกว่าเขามาอาตมาก็ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีนะ

ต่อไปโยมก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก อย่าคิดในด้านลบให้เขาเป็นห่วงเราเลย คิดแต่ในด้านที่ดีๆ เป็นไปได้ก็ทำจิตใจให้ผ่องใสร่าเริงเข้าไว้ ว่างๆก็เข้าวัดสวดมนต์ไหว้พระบ้าง บุญกุศลที่เราทำเนี่ยเราเป็นลูก ผู้เป็นพ่อย่อมได้ในส่วนนี้อยู่แล้ว และผลบุญที่ใหญ่ที่สุดเลยเนี่ย ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาจับจ่ายซื้อของมาถวายพระอย่างนี้หรอกนะ บุญที่ว่าเนี่ยมหาศาลมาก นั่นคือบุญที่ได้จากการ "ภาวนา" แต่อย่างโยมเนี่ย เอาแค่วันละ3-5นาทีก็พอ ว่างๆก็นั่งภาวนาพุทโธๆๆๆไปเรื่อยๆ หรือนั่งสงบๆดูลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้ว่าเข้า หายใจออกรู้ว่าออก หรือจะภาวนาตามก็ได้ว่า เข้าหนอออกหนอ ยุบหนอพองหนอ ทำอย่างนี้วันละ3-5นาที หรือว่าทำก่อนนอน ภาวนาดูลมหายใจจนหลับไปก็ได้ แล้วทุกวันก็อุทิศบุญที่เคยทำมาให้กับพ่อ พ่อเราย่อมได้รับอยู่แล้ว

ยังไงก็อย่างที่บอกนะโยม ใครพูดอะไรในด้านไม่ดีว่าพ่อเธอยังไม่ไป ยังติดอยู่ที่นั่นที่นี่อะไรแบบนี้ เราต้องอย่าไปเชื่อเขา เราเชื่อตัวเราเอง เราเชื่อในสิ่งที่เรารับรู้ได้ก็พอ ทำจิตให้ผ่องใสร่าเริง คิดดีทำดี พ่อเราจะได้ไม่ต้องห่วงนะ

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ วันนี้โยมคนเดิมมาไหว้พระอีกครั้งด้วยหน้าตาแจ่มใสสดชื่นมาเลย บอกว่าตั้งใจมาไหว้พระแล้วมากราบหลวงพี่โดยเฉพาะเลย เพราะพึ่งไปทำงานต่างจังหวัดมา พอกลับมาก็ตรงมาไหว้พระเลย โยมเขาก็บอกว่า สบายใจขึ้นเยอะหลังจากที่มาครั้งก่อน ไอ้เราเห็นอย่างนี้ก็ยินดีไปด้วย


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คนพุทธกับความเข้าใจเรื่องภาวนาและการบรรลุมรรคผล

คนพุทธกับความเข้าใจเรื่องภาวนาและการบรรลุมรรคผล
ในพระพุทธศาสนานั้นสิ่งที่คนโดยทั่วไปไม่เข้าใจมากที่สุดนั้นคือคำว่า “สมาธิ” และมักจะคิดกันไปเองว่าการจะเข้าถึงพุทธศาสนานั้นต้องนั่งสมาธิได้นานๆ เป็นชั่วโมงๆโดยที่ไม่ขยับกายเลย และมักจะคิดกันต่อไปว่า สมาธิจะสามารถทำให้บรรลุมรรคผลเป็นอริยะบุคคลได้ดั่งพุทธประวัติ หรือเกจิอาจารย์ต่างๆ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดจากความเข้าใจผิด และไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนาทั้งนั้น
สมาธิคืออะไร สมาธิคือการที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยธรรมชาติของจิตมนุษย์นั้นย่อมสอดส่ายไม่อยู่กับที่ เนื่องจากปัจจัยปรุงแต่งจากภายนอกและภายในร่างกายทำให้เกิดความคิดที่ฟุ้งซ่าน คิดเรื่อยเปื่อย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าที่ควร จนเป็นบ่อเกิดของความประมาท ดังนั้นการฝึกสมาธิจึงเป็นการฝึกเพื่อให้ความนึกคิด จิตใจของเรานั้นจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อจิตของเราเกิดความนิ่ง เกิดความมั่นคงแล้ว ย่อมเกิดเป็นกำลังของสมาธิกำลังของจิตที่เข้มแข็ง สามารถทำให้ลงลึกในรายละเอียดของการกระทำที่เราจะทำต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเทียบยกตัวอย่างง่ายๆก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ หากเราอ่านหนังสือไปดูทีวีไป คุยกับเพื่อนไปด้วย การอ่านหนังสือของเรานั้นย่อมไม่สามารถที่จะจับใจความอะไรได้มาก การเรียนก็เช่นกัน หากเรียนไปคุยไป จิตใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเรียนการอ่านหนังสือ ความรู้ในหนังสือสิ่งที่ได้รับจากการเรียนย่อมไม่สัมฤทธิ์ผลดีนัก นั่นคือเรียนไม่รู้เรื่องอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แต่หากเราตั้งจิตตั้งใจมีสมาธิแน่วแน่กับการอ่านหนังสือกับการเรียน นั่นย่อมส่งผลให้เราสามารถจดจำ และเข้าใจในการเรียนการอ่านหนังสือนั้นได้ง่าย
สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในการฝึกสมาธิคือ “สติ” แปลว่า ”ความระลึกได้” พูดง่ายๆก็คือการรู้ตัวในสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ ดังนั้นทั้งสติ และสมาธินี้จะควบคู่ไปด้วยกันเสมอๆ เพราะการทำสมาธิก็คือการใช้สติในการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง แต่สิ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจกันเลยก็คือ “คิดว่าการทำสมาธินั้นไม่สามารถมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน” ยกตัวอย่างเช่น นายเอเพื่อความไม่ประมาทในการเดิน จึงทำสมาธิไปด้วยเดินไปด้วย จนไม่ทันระวังด้านข้างโดนรถชน ถามว่าสมาธินั้นไม่สามารถใช้ได้กระนั้นหรือ หรือว่านายเอไม่มีสติ หรือว่าไม่มีสมาธิ ไม่เลย นายเอนั้นมีสติ มีสมาธิ แต่นำมาใช้ไม่ถูก สติสมาธิของนายเอขณะเดินนั้นอยู่ที่ลมหายใจ อยู่ที่การย่างเท้า นั่นย่อมทำให้ใจจดจ่ออยู่ตรงนั้นทำให้สิ่งที่อยู่รอบตัวนั้นถูกตัดหายไปจากการรับรู้ของจิต นั่นทำให้ถูกรถชน แต่การประยุกต์ใช้สมาธินั้น ควรจะต้องใช้สมาธิ ใช้สติจดจ่อกับการรับรู้ภายนอกร่างกายด้วยตา หู และกายสัมผัส การเดินนั้นถึงจะตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว สติและสมาธินั้นไม่ได้ยากอะไรเลย สามารถฝึกได้จากชีวิตประจำวัน นั่นคือการมีสติรับรู้สิ่งที่เรากำลังกระทำ และรับรู้สิ่งที่มากระทบกับตัวเราไม่ว่าจะด้วยการมองเห็น การฟัง การรับรู้กลิ่น รู้รส การสัมผัส และอารมณ์ที่มากระทบกับจิตใจ แต่อย่างไรก็ดี มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจจะมายกตัวอย่างให้พิจารณา นายบีเดินอยู่บนท้องถนน ขณะนั้นนายบีเห็นรถที่กำลังพุ่งมาทางตน เห็นมาแต่ไกลแล้วว่ารถกำลังพุ่งเข้ามาชน แต่กลับไม่สามารถที่จะวิ่งหนี หรือหลบหลีกไปได้เลย กลับยืนแข็งทื่อให้รถชน จากเหตุการณ์นี้ นายบีไม่มีสติไม่มีสมาธิในการเดินอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย บีนั้นมีสติสมาธิในการเดิน เมื่อเห็นรถพุ่งมาชนก็รับรู้ได้ว่ามีรถพุ่งเข้ามา รู้ว่าเกิดอันตราย แต่ถึงอย่างนั้น การทำงานของร่างกายคือจิต และกายนั้นมันไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งสั่งการทำงานให้ร่างกายหลบหลีกจากอันตรายได้ เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น นั่นเพราะนายบีอาจจะมีอาจจะมีสติแต่ไม่มีกำลังสมาธิมากพอที่จะรู้อารมณ์ ควบคุมสติและพิจารณาสถานการณ์ได้ มันถึงได้กลายเป็นคำที่ได้ยินกันประจำว่า “ตกใจแต่ทำอะไรไม่ถูก”
ตัวอย่างของนายบีนั้น หลายคนอาจจะกล่าวว่า นั่นเป็นเรื่องง่ายๆ ก็แค่หัดได้จากการมีสติอย่างทั่วๆไปนั่นแหล่ะ ไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิอะไรเลย แต่ความเห็นในลักษณะนี้ มักจะเป็นการนำตัวเองมายึดถือ โดยไม่ได้นึกถึงผู้อื่นว่า ผู้อื่นนั้นไม่เหมือนตน ภาวะจิตใจ กำลังของสมาธิ กำลังของจิตนั้นมันใช่ว่าจะมีเท่าๆกันทุกคนเสมอไป บางคนเกิดมามีสมาธิดีตั้งแต่เด็ก บางคนเกิดมาเป็นคนสมาธิสั้นตั้งแต่เด็ก หรือต่อให้เกิดมาการเลี้ยงดู การเอาใจใส่ของพ่อแม่คนในครอบครัวและการเรียนรู้ในโรงเรียนย่อมส่งผลต่อการมีสมาธิของแต่ละบุคคล ดังนั้นการจะนำตัวเองมาเปรียบกับคนอื่นนั้นจึงเป็นสิ่งที่เปรียบกันไม่ได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนในเรื่องของกรรมฐานที่มีมากมายหลายแนวทางในการสร้างสมาธิให้เกิดความมั่นคง ที่เรียกว่า “สมถกรรมฐาน” และการนำสมาธิที่มั่นคงมาพิจารณารู้ทันการเคลื่อนไหวของกาย(กาย) การรับรู้(เวทนา) จิต(อารมณ์) และความจริงของโลก(ธรรม) หรือที่เรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” ในแนวทางของ“สติปัฎฐานสี่”
จากตัวอย่างที่กล่าวมาสองเรื่องนี้ คงเพียงพอที่จะเป็นตัวอย่างของการนำเรื่องของสติ และสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี คนที่มักจะกล่าวว่าการฝึกสมาธิไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันนั้น เป็นคำกล่าวที่ไม่จริงของผู้ที่ไม่เข้าใจสัจธรรมเลย แต่กระนั้นก็ใช้ว่าจะไม่มีเหตุผลเสมอไป แนวคิดที่ปฏิเสธการนั่งสมาธินี้เกิดมาจาก พุทธมหายานนิกายเซน และแพร่หลายกันมากในตะวันออกเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม เซนนั้นให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่รอบตัว เพราะถือว่า ทุกสิ่งนั้นเปี่ยมไปด้วย “ธรรม” หรือ”พุทธะ” การกระทำทุกอิริยาบถนั้นถือเป็นการฝึกจิต เป็นการบำเพ็ญได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ตัวเราจะเข้าถึง ดังนั้นชีวิตประจำวันของ ศิษย์สายเซนนั้นจึงมีแต่ชีวิตประจำวันทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษแตกต่างไปจากคนปรกติมากนัก นั่นจึงเป็นเหตุให้ผู้ไม่รู้มักจะเลียนแบบคำสอนของเซน และปฏิเสธการฝึกสมาธิ และใช้ชีวิตประจำวันแบบปรกติซึ่งเต็มไปด้วยความประมาท และความหลงอยู่ในความคิดที่คิดว่าตัวเองนั้นไม่ประมาณ หรือมีสติพร้อมสมบูรณ์ สิ่งที่แตกต่างกันเลยจริงๆ โดยที่คนทั่วไปไม่รู้นั้นคือ เซนนั้นนอกจากจะใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนทั่วไปแล้ว ยังลงลึกไปในรายละเอียดของการกระทำด้วยสมาธิจิตที่มั่นคงด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่การกระทำแบบลอยๆไม่ได้ตั้งใจเหมือนคนทั่วไป การกระทำที่ลงลึกไปในรายละเอียด ลงลึกไปในสมาธินั้นย่อมส่งผลทำให้เข้าถึงหลักธรรมที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน เข้าถึงจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในธรรมชาติของสิ่งต่างๆ
พุทธศาสนาสายเซนจึงได้ถือกำเนิดศิลปะมากมายทั้งในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เช่น ศิลปะการชงชา จัดดอกไม้ เขียนพู่กัน วาดรูป การร่ายรำ ดนตรี รวมถึงศิลปะการต่อสู้หลากหลายเช่นมวยเส้าหลิน และคาราเต้ เป็นต้น ศิลปะเหล่านี้เต็มไปด้วยกำลังของสมาธิที่นำมาใช้พิจารณาการเคลื่อนไหวตามแนวทาง “วิปัสสนากรรมฐาน” และ”สติปัฏฐานสี่” การพิจารณากายนั้นต้องลงลึกในรายละเอียดของกายที่เป็นหลักใหญ่ๆเช่นมือเท้าเข่าศอกการนั่งการเดินการยืน หลักย่อยๆที่ละเอียดลงมาคือการหายใจ การเคลื่อนไหวของข้อต่อ เส้นเอ็นเล็กๆ การพิจารณาการรับรู้ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจในการรับรู้สัมผัสต่างๆที่เกิดขึ้นเช่น การเห็น ฟัง ชิม ดม สัมผัส การพิจารณาถึงอารมณ์ที่มากระทบกายจากการรับรู้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจเช่น เจ็บปวด เศร้าหมอง ดีใจ เสียใจ ยินดี ไม่ยินดี ดีเลวต่างๆ และการนำสิ่งที่รับรู้สัมผัสได้ทั้งหมดนั้นมาพิจารณาตามความเป็นจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวัน เช่นตัดดอกไม้ตัดต้นไม้ ก็ได้แต่ตัดให้มันสั้นๆไม่รกหูรกตา เดินข้ามถนนก็แค่เดินมองซ้ายขวาหน้าหลังให้ปลอดภัยแล้วก็เดิน กวาดพื้นก็แค่กวาดๆให้สะอาด ชงชาก็ได้แค่ชงให้มีรสมีกลิ่นหน่อย ดังนั้นการที่เราจะเลียนแบบวิถีชีวิตแบบเซนโดยไม่ผ่านการฝึกที่ละเอียดในด้านหลักธรรมและสมาธิจิตนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถึงอย่างไรก็ตามความเข้าใจผิดเหล่านี้ก็มักจะมีอยู่มากเป็นวงกว้าง และขยายออกไปเรื่อยๆ โดยกลุ่มผู้ที่เข้าใจผิด หรือกลุ่มผู้ที่ขี้เกียจ และรักความสบายกลัวลำบากที่จะศึกษาจริงจังในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
กล่าวโดยสรุปก็คือ แนวทางกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นก็คือ การสร้างกำลังของจิตที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน และการใช้สติไตร่ตรองพิจารณาที่เรียกว่า วิปัสสนา นั่นเอง ดังนั้นการฝึกสมาธิ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งๆดูลมหายใจเสมอไป แต่อาจจะเป็นการใช้สติพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจดจ่อแน่วแน่ไม่วอกแวกฟุ้งซ่าน ซึ่งแต่ละบุคคลก็ย่อมมีการฝึกในเรื่องของสมาธิและสติที่แตกต่างกันเพราะเกิดมามีภาวะทางจิตใจ ทางการเติบโตการเลี้ยงดู และภาวะทางสังคมที่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจะให้มาปฏิบัติในแนวทางเดียวกันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผลเหมือนๆกัน และในแต่ละบุคคลก็ควรที่จะต้องค้นหาแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมกับจริตนิสัยของตนเองด้วยตนเอง
“การภาวนา หรือการฝึกสมาธินั้น ให้ผลอย่างไรในการบรรลุมรรคผล” นั่นย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันมาอยู่แล้ว การบรรลุธรรมเข้าถึงมรรคผลนิพพานนั้น ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องอะไรกับอำนาจจิต หรืออิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ แต่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะของจิต” พูดง่ายๆก็คือ อารมณ์จิตใจที่เป็นธรรมชาติของเรานั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นคนที่มีความเมตตาความรักอยู่ในตัว ย่อมกระทำสิ่งต่างๆด้วยความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น เอาใจเขาใส่ใจเราเพราะเกรงว่าผู้อื่นจะลำบาก คอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เป็นประจำ โดยไม่คิดถึงความลำบากของตนและกระทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ด้วยความสุขความเต็มใจ คนเหล่านี้อาจจะเห็นได้น้อยในสังคมที่เต็มไปด้วยความเอารัดเอาเปรียบ แต่มันไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย คนเหล่านี้ย่อมได้ชื่อว่ามีอารมณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา โดยที่กระทำออกมาอย่างเป็นธรรมชาติของนิสัยเขา และเขาเหล่านั้นย่อมมั่นคงต่อความรู้สึกการกระทำในแนวทางของเราอย่างมาก นั่นคือการเจริญเมตตาภาวนา เป็นหนึ่งในหลักการทำสมาธิด้วยการเจริญ “เมตตาพรหมวิหาร” ตัวอย่างเดียวกันนี้ มันจะแตกต่างจากผู้ที่ฝืนกระทำ หรือกระทำด้วยความไม่ตั้งใจ หรือถูกบังคับให้ทำ ถึงแม้การกระทำนั้นได้ชื่อว่ามีเมตตา แต่จิตใจนั้นอาจจะแอบแฝงไปด้วยความรังเกียจอิจฉาริษยาหรือโทสะโมหะอยู่ก็ได้ บุคคลที่มีเมตตาเป็นธรรมของนิสัยนั้น หากตายไปด้วยอารมณ์ความดีของเมตตานั้นย่อมส่งผลให้ไปบังเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม ซึ่งคุณสมบัติของพระพรหมนั้นย่อมประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รวมสี่อย่างเป็น ”พรหมวิหารสี่” หรือการเจริญสมาธิในระดับฌาณย่อมสามารถมาบังเกิดเป็นพรหมได้เช่นกัน
จากตัวอย่างในเรื่องของผู้ที่มีความเมตตาอยู่ในจิตใจนั้น จิตใจเขาย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่มั่นคงความยึดมั่นทรงอารมณ์ในความเมตตาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงระดับของสมาธิที่มั่นคง ในการบรรลุธรรมนั้นเองย่อมเกี่ยวเนื่องกับการทรงอารมณ์ให้เป็นปรกติ การทำจิตใจให้เป็นธรรมชาติในแนวทางของคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั่นเอง ซึ่งมรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนนั้น มีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ พระนิพพาน โดยการเข้าสู่พระนิพพานนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแบ่งเป็นสี่ประเภท หรือที่เรียกกันว่า “อริยบุคคล” ประกอบไปด้วย พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ การจะเป็นพระอริยบุคคลนั้นจะกล่าวในย่อหน้าต่อไป ซึ่งเกี่ยวกับการทรงอารมณ์ให้เป็นธรรมชาติ การทรงอารมณ์นั้นไม่ใช่แค่เข้าใจในหลักธรรมผ่านสมองหรือการท่องจำ แต่ต้องน้อมนำคำสอนนั้นมาปฏิบัติให้ความรู้สึกนั้นมั่นคงลงในจิตใจไม่เสื่อมคลาย
พระโสดาบันนั้น คือการทรงอารมณ์ให้อยู่ในหลักความเข้าใจสามอย่าง ที่ภาษาพระเรียกว่า “ตัดสังโยชน์”  การละหรือตัดซึ่งสังโยชน์สามอันประกอบไปด้วย
“สักกายทิฏฐิ” การทรงอารมณ์ทำความเข้าใจให้ได้ว่า ร่างกายของเรานี้ไม่ใช่ของเรา ต้องเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา (เพื่อลดความเห็นแก่ตัวของตัวเอง)
“วิจิกิจฉา” ความมั่นคงต่อพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อย่างไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนะทั้งสาม
“สีลัพพตปรามาส” การไม่หลงเชื่อถือไม่ศรัทธาถือปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมตามคำสอนโดยไม่พิจารณา ไม่ถือเชื่อตามๆกันเพียงเพราะงมงายว่าได้ยินได้ฟังมาว่าสิ่งนั้นดี
ผู้ที่พยายามทรงอารมณ์ให้ได้สามอย่างนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ชื่อว่าเป็น พระโสดาบัน แต่ก็ยังถือว่าได้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพาน ได้เข้ามาอยู่ในหนทางแห่งพระโสดาบัน หรือ “โสดาปฏิมรรค”แล้ว
พระสกิทาคามี คือผู้ที่ทรงอารมณ์ของพระโสดาบันได้ และพยายามที่จะทรงอารมณ์เพิ่มขึ้นอีกสองข้อ จากพระโสดาบันคือ การละซึ่ง
“กามราคะ” การละซึ่งความติดใจในกามคุณ
“ปฏิฆะ” คือมีการกระทบกระทั่งในจิตใจ(ความโกรธรุนแรง หลงอยู่ในโกรธ)
พูดให้เข้าใจคือ พระสกิทาคามี จะเป็นผู้ที่สามารถตัดความพึงพอใจความยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส(กามไม่ใช่แค่ความอยากในอารมณ์ทางเพศ แต่กามหมายถึงความต้องการทั้งหมด) และการละซึ่งความโกรธที่รุนแรง ไม่ได้หมายถึงความไม่มีโกรธ แต่ความโกรธยังมีอยู่ แต่จะมีสติรู้ตัวทันและหยุดความโกรธได้ก่อนที่จะหลงไปในความโกรธจนกระทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมอันดี ประมาณว่าอยู่ดีๆเดี๋ยวๆก็โกรธ สบถด่า อารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย
พระอนาคามีนั้นคือการละ หรือตัดสังโยชน์ทั้งห้าที่ได้กล่าวไปแล้วในพระโสดาบัน และพระสกิทาคามีโดยสิ้นเชิง
และในระดับสูงสุดคือ พระอรหันต์ ผู้ที่เป็นอรหันต์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สามารถตัดหรือละสังโยชน์ทั้งสิบประการได้ โดยห้าข้อที่เหลือยู่นั้นประกอบไปด้วย
รูปราคะ มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
อรูปราคะ มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
มานะ มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
อุทธัจจะ มีความฟุ้งซ่าน
อวิชชา มีความไม่รู้จริง
ก่อนที่จะทำความเข้าใจในสังโยชน์ที่เหลือนี้ อยากให้ลองอ่านศึกษาส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกเสียก่อน
“ตัณหา(ความอยาก)ที่มีกำลังอ่อนแรกเกิด ชื่อว่าฉันทะ(พึงพอใจ) ฉันทะนั้นไม่สามารถเพื่อให้กำหนัดได้. แต่ตัณหาที่มีกำลัง เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ จึงชื่อว่าราคะ(กำหนัดยินดี) ราคะนั้นสามารถทำให้กำหนัดยินดีได้. ความโกรธที่มีกำลังน้อย แรกเกิดไม่สามารถ เพื่อจะถือท่อนไม้เป็นต้นได้ ชื่อว่าโทสะ. ส่วนความโกรธที่มีกำลังมาก เกิดขึ้นติดต่อกันมา สามารถจะทำการเหล่านั้นได้ ชื่อว่าปฏิฆะ. ส่วนความไม่รู้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความหลงและความงมงาย ชื่อว่าโมหะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น” (อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อาสีวิสวรรคที่ ๔ อรรถกถาวีณาสูตรที่ ๙ )
จะเห็นได้ว่า ราคะนั้นแปลว่าความกำหนัดยินดี กามราคะนั้นจึงหมายถึง ความยินดี ความกำหนัดในรูป ซึ่งกามราคะนี้ปราศจากความต้องการทางเพศ เป็นการติดอยู่ในรูป เช่นผู้ที่ชื่นชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ อย่างภาพวาด ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง คือการหลงใหลรักชอบอยู่ในสิ่งที่เป็นรูปจับต้องได้ ในส่วนของคำว่า อรูปราคะ ย่อมหมายถึงสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่นชื่อเสียง อำนาจ บุญกุศล คนที่ยังติดอยู่ในอรูปราคะนี้มักจะทำใจไม่ได้เมื่อสูญเสียสิ่งเหล่านี้ การจะละซึ่ง รูปราคะและอรูปราคะนั้นก็คือการละความยึดติดยินดีในสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง แต่การละนั้นไม่ใช่เพียงแค่การพยายามตั้งใจที่จะกระทำ เหมือนดั่งที่อธิบายไปแล้วข้างต้นว่า การจะบรรลุนั้นต้องอาศัยการทรงอารมณ์จนเป็นภาวะปรกติของจิตใจ ดังนั้นการทรงภาวะของจิตใจในส่วนของ รูปอรูปราคะนี้ จึงเป็นการพิจารณาการรับรู้ต่างๆแต่ไม่ยึดติดในสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง
ในคำว่า มานะ นั้นเป็นการยึดติดในตัวตนของตน ไม่ว่าจะดีกว่าตน เสมอตน หรือเลวกว่าตน ไม่ว่าจะอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเกิดขึ้นแล้วย่อมนำพาไปสู่ความทุกข์ของจิตใจ เมื่อดีกว่าเขาก็พึงพอใจจำอวดยกตนให้สูงกว่าคนอื่น เสมอตนก็ไม่พึงพอใจที่มีคนมาเทียบเคียงระแวงว่าเขาจะแซงหน้าตน เลวกว่าเขาก็น้อยใจตนต้องดิ้นทุรนทุรายพยายามผลักดันให้ตัวเองแซงหน้าเขา การจะละซึ่งมานะให้ได้นั้นย่อมต้องตัดความรู้สึกการมีอยู่ของตัวเองทิ้งไปเสีย ให้พิจารณาประหนึ่งว่าร่างกายนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นเรา ร่างกายเราเป็นแค่สิ่งที่ประกอบด้วยขันธ์ห้า
อุทธัจจะ นั้นคือสามารถสรุปง่ายๆว่าคือจิตฟุ้งซ่าน ความไม่สงบของจิต ความหวั่นไหวของจิต การละซึ่งอุทธัจจะนั้นย่อมหมายความว่า อารมณ์ใดๆย่อมไม่สามารถมากระทบจิตใจได้แล้ว ปราศจากกิเลส ความยินดียินร้าย พึงพอใจไม่พอใจ อันเนื่องมาจากการกระทบของจิต แต่การละซึ่งอุทธัจจะไม่ใช่การเพิกเฉยตายด้านในความรู้สึก ความรู้สึกยังรับรู้ได้ แต่ไม่มากระทบจนเกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ
และในส่วนสุดท้ายเลยที่จะนำพาเข้าสู่การเป็นพระอรหันต์ และยังไปสู่การจุติในพระนิพพาน ก็คือ อวิชชา หรือความไม่รู้ ไม่รู้ในหนทางการดับทุกข์ให้สิ้นเชิง การตัดอวิชชาก็คือ การรู้อริยสัจสี่ ประกอบไปด้วย ทุกข์ สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ นิโรธความพ้นทุกข์ และมรรคหนทางดับทุกข์ ซึ่งทางดับทุกข์นั้นประกอบไปด้วยแปดอย่างเรียกว่า มรรคแปดคือ
สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง หมายถึง ความเชื่อ ความรู้ ปัญญา หรือมุมมอง ที่ถูกต้องตรงกับความจริง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดที่ถูกต้อง หมายถึง ความคิดที่ต้องละเว้นจากความพอใจ ความพยาบาท และการเบียดเบียน
สัมมาวาจา คือ เจรจาที่ถูกต้อง หมายถึง การพูดที่ต้องละเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ
สัมมากัมมันตะ คือ การปฏิบัติในทางที่ถูกต้อง หมายถึง การกระทำที่ต้องละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม
สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง หมายถึง การทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการทุจริต และเอาเปรียบผู้อื่น
สัมมาวายามะ คือ ความเพียรพยายามที่ถูกต้อง หมายถึง ความอุตสาหะ หรือความพยายามที่อยู่ในวิถีทางที่ดีงาม ละบาปอกุศลทางใจ และเจริญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
สัมมาสติ คือ การมีสติที่ถูกต้องในสิ่งที่ควร หมายถึง การระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา โดยกำจัดความฟุ้งซ่าน รำคาญ หดหู่ ง่วงซึม สงสัย และลังเล คือการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เช่นการเจริญอานาปานสติสมาธิ มีสติรู้ลมหายใจ
สัมมาสมาธิ คือ การมีสมาธิในทางที่ถูกต้อง หมายถึง การฝึกจิตฝึกสติให้เกิดความนิ่งจดจ่ออยู่แต่ในสิ่งที่เป็นกุศลหนทางความถูกต้อง
การเป็นพระอริยะบุคคลของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่การมีอิทธิปาฏิหาริย์สูงส่งอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน พระอรหันต์ก็คือคนธรรมดาที่มีสภาพของความคิดอารมณ์ที่ยกระดับขึ้นไม่เหมือนปุถุชนคนธรรมดาเท่านั้นเอง พระโสดาบันก็ยังมีความต้องการทางเพศ มีอาชีพมีชีวิตเหมือนคนปรกติ เพียงแค่มีความคิดที่ถูกต้องในแนวทางโสดามรรค พระสกิทาคามี ก็มีเรื่องทางเพศเหมือนคนทั่วไปแต่มีน้อย มีฉุนเฉียวจากโทสะบ้างเล็กน้อย พระอนาคามีคือผู้ที่ละแล้วซึ่งความต้องการทางเพศ การควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดีแต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอารมณ์ใดๆเลยแต่มีอารมณ์เกิดขึ้นและหยุดดับอารมณ์นั้นได้เร็ว และพระอรหันต์คือผู้ซึ่งปราศจากกิเลสความต้องการต่างๆ ความยึดถือเป็นตัวตน การไม่มีเกิดอารมณ์ใดๆจากการกระทบของร่างกายและจิตใจ และเป็นผู้เข้าใจในความเป็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน นี่ถึงจะเรียกว่าเป็นพระอริยะบุคคลสูงสุดในพระพุทธศาสนา
ดังนั้นจะเห็นว่าในขั้นแรกของพระอริยะคือพระโสดาบันนั้น มันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถึงระดับนั้น การเป็นพระโสดาบัน หลายคนมักเข้าใจว่าต้องศึกษาธรรมมากมาย ท่องพระสูตร ถกอภิธรรม จึงเป็นเรื่องที่เหลวไหล การเป็นพระโสดาบันนั้นแม้แต่เด็กผู้หญิงเจ็ดขวบก็สามารถที่จะทำได้ ซึ่งมีบันทึกไว้ในพระพุทธประวัติ ชาวบ้านพ่อค้าแม่ขายในตลาดก็สามารถเป็นได้ ดังนั้นขอเพียงแค่มีความเข้าใจในการปฏิบัติก็สามารถที่จะเข้าถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างง่ายดาย
ในการจะถึงมรรคถึงผลในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมถึงด้วยกำลังการปฏิบัติของตนเองทั้งสิ้น เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสไว้ว่า “อกฺขาตาโร ตถาคตา เพราะพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกอย่างเดียว“ แม้พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนสอนเอง แต่หากเราไม่ปฏิบัติตามเราก็ไม่สามารถไปถึงหนทางของนิพพานนั้นได้เลย เพราะพระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือฉุดใครขึ้นมาจากนรก หรือฉุดใครเข้านิพพานได้ ดังนั้นในหลากหลายคำสอนที่มาจากลัทธิแอบแฝงว่าเป็นพระพุทธศาสนานั้น มักจะกล่าวอ้างถึงความสะดวกสบายในการเข้าสู่มรรคผลว่าไม่ต้องทำสมาธิ เพียงแค่มีสติตั้งใจ ฟังทำตามคำสอนของลัทธินั้นๆ เข้าพิธีกรรมฝากตัวเป็นศิษย์ของลัทธินั้นๆก็จะรอดพ้นจากนรก เพราะมีพระโพธิสัตว์ มีพระพุทธเจ้าคอยฉุดดึงไว้ คอยช่วยเหลือนั้นจึงเป็นความเห็นที่ผิดไปจากพระพุทธศาสนา เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่คำสอนหรือการปฏิบัติของลัทธินั้นๆจะเป็นเรื่องของความดี เป็นเรื่องของบุญ เป็นเรื่องของสาธารณะประโยชน์ก็ตาม
จึงฝากแนวทางในการทำความเข้าใจ พิจารณา และปฏิบัติทั้งหลายข้างต้นนี้ให้แก่ผู้ที่มีความตั้งใจในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีได้ทำความเข้าใจ ปฏิบัติให้เข้าถึงพระพุทธศาสนาต่อไป และห่างไกลจากคำลวงต่างๆจากการพิจารณาด้วยปัญญาของตนเองเทอญ