วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความรู้เรื่องคาราเต้ ภาค3

แบบทดสอบความรู้ออนไลน์ แบบทดสอบความรู้เรื่องคาราเต้ ภาค3
1. ในวิชาคาราเต้ การใช้แรงในการโจมตีหรือปัดป้องต่างๆนั้น แรงเกิดขึ้นจากจุดใดเป็นจุดแรก
ฝ่าเท้า
เข่า
สะโพก
หลัง

2. กาต้าท่า ฮันเก็ทสึ ในโชโตกันคาราเต้ ดัดแปลงมาจากท่าอะไร
เซชัน
ซันจิน
เซเอนจิน
เซซัน

3. ด้ามเครื่องโม่แป้ง โม่ถั่ว คืออาวุธชนิดใดของคาราเต้
เอกุ
ไซ
ทอนฟา
นุนจากุ

4. โคบุโด คือวิชาจำพวกใดในโอกินาว่า
เพลงเตะ
อาวุธ
เพลงต่อย
วิชาหักล๊อค

5. ท่ายืนใดไม่ใช่ท่ายืนของสำนักโกจูริว
ซันจินดาจิ
เนโกะดาจิ
โคสะดาจิ
ฟุโดดาจิ

6. หมัดตรงควรมีลักษณะใด
แขนเหยียดตรงจนตึง จึงเรียกว่าตรง
ยื่นไหล่ออกไปให้หมัดยาวขึ้น
หย่อนศอกลงเล็กน้อย ไม่ให้แขนตึงเกินไปจนแขนแอ่น
หย่อนศอกลงให้เห็นได้ชัด แต่ชกออกไปตรงๆจึงเรียกว่าหมัดตรง

7. หมัดข้อนิ้วหนึ่งนิ้ว(อิปปงเคน)ไม่ได้อยู่ในท่ารำกาต้าใด
ซุปารินเป้
ฮันเกทสึ
เซยุนจิน
ชินเต้

8. ท่าใดคือ ไคชู กาต้า
ไซฟา
ซันจิน
เทนโช
เซเอนจิน

9. ในโชโตกัน ท่าใดมีความหมายเกี่ยวกับนกกระเรียน
กันคาคุ
เอนปิ
นิจูชิโฮ
วันคัน

10. ท่ายืนใดไม่มีในโชโตกัน
เซชันดาจิ
ฮันเกทสึดาจิ
โซจินดาจิ
โคสะดาจิ

11. โอยาม่า มะสุทัสสึ ผู้ก่อตั้งสำนักเคียวคุชิน ฝึกคาราเต้กับท่านใด
ฟุนาโกชิ กิชิน – โกเกน ยามากุจิ
ฟุนาโกชิ กิชิน – มิยากิ โชจุน
ฟุนาโกชิ กิชิน – โกเซย์ ยามากุจิ
ฟุนาโกชิ กิชิน – คันเรียว ฮิกาอนนะ

12. อาจารย์ซาดาฮิโร่ เทตสุโอะ ผู้เผยแพร่คาราเต้โกจูริวในประเทศไทย เป็นศิษย์ของท่านใด
โกเฮย์ ยามากุจิ
โกชิ ยามากุจิ
โกเซย์ ยามากุจิ
โกเกน ยามากุจิ

13. ท่ารำชุด เฮอัน(พินอัน) ทั้งห้าท่า ใครเป็นผู้คิดค้นขึ้น
โซจิน จิบานะ
อันโก อิโตสุ
คันเรียว ฮิกาอนนะ
โซคอน มัสสุมุระ

14. ท่ารำชุด เฮอัน(พินอัน) ดัดแปลงตัดต่อมาจากกาต้าใด
กันคาคุ(ชินโต)
คันคุ(คุชันคุ)
โกจูชิโฮ
ไทเกียวกุ

15. ท่ายืน เนโกะอาชิดาจิ ของสำนักโกจูริว และชิโตริว แตกต่างกันอย่างไร
ชิโตริวยืนยาวกว่าครึ่งฝ่าเท้า
ชิโตริวยืนหลังตรงกว่า แต่โกจูริวยืนก้นแอ่น
ชิโตริวยืนแอ่นหน้าอก แต่โกจูริวไม่
ยืนเหมือนกันทั้งสองสำนัก

16. ท่าปัดในสำนักชิโตริว กับโชโตกันแตกต่างกันอย่างไร
ท่าปัดชิโตริวมีความเล็ก เน้นความกระชับมากกว่า
ท่าปัดชิโตริวไม่ใช้แรง เน้นให้เร็วๆ
ท่าปัดโชโตกันต้องเกร็งมากๆให้แรงเยอะๆ แต่ชิโตริวไม่
ท่าปัดทั้งสองสำนักเหมือนกัน ใช้แทนกันได้

17. เอนบุเซน คืออะไร
ความหมายของท่ารำ
แผนผังการเดินในท่ารำ
เคล็ดลับในการรำ
ตำแหน่งการยืนในท่ารำ

18. คะคิเอะ คืออะไร
การฝึกหายใจแบบอินเดีย
การฝึกกำลังแบบริวกิว
การฝึกผลักมือแบบมวยจีน
การฝึกหักล๊อคแบบโอกินาว่า

19. โฮโจอุนโด คืออะไร
การฝึกเวทเทรนนิ่งแบบเฉพาะของคาราเต้
การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเอามือตี เอาไม้ฟาด
การฝึกต่อสู้แบบประชิดตัว
การฝึกปราณโดยใช้อุปกรณ์เสริม

20. ในกาต้า(คาตะ)ซันจิน ของโกจูริว การชกหมัดตรง ต้องชกตำแหน่งใด(อ้างอิงสำนัก IKGA)
ลิ้นปี่
หัวไหล่
ซี่โครงท่อนล่าง
ด้านข้างลิ้นปี่ออกมาประมาณสองนิ้ว

ผลคะแนน =
เฉลยคำตอบ:

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ศิลปะการต่อสู้ และศิลปะป้องกันตัว


ศิลปะการต่อสู้ และศิลปะป้องกันตัว

หลายคนคงเข้าใจว่า
ศิลปะการต่อสู้ และศิลปะป้องกันตัว คือ วิชาที่โหดร้าย ใช้ความรุนแรง
ฝึกแต่การต่อสู้ เหมาะสำหรับคนที่แข็งแรงเท่านั้น
แต่ความคิดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่
และศิลปะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างไรถึงมีคนกล่าวว่า ประเทศชาติบางประเทศสามารถเป็นเอกราชได้เพราะมีศิลปะการต่อสู้ของชาติ

ศิลปะการต่อสู้ และศิลปะป้องกันตัว
เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ ที่เป็นศาสตร์ คือ เป็นวิชาที่ได้รับการพัฒนา
และสืบทอดต่อ ๆกันมา เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันตัว ปกป้องคนที่รัก
หรือปกป้องประเทศชาติ และเป็นศิลป์ คือ
ต้องนำศาสตร์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้พลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์
ทั้งในการต่อสู้ และการดำเนินชีวิต ดังนั้น ศิลปะการต่อสู้
และศิลปะป้องกันตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์
                ศิลปะการต่อสู้
ส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้ใช้ต่อสู้ แข่งขันกันเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง การเอาตัวรอด
การทหาร หรือเพื่อความบันเทิงในสมัยโบราณ ดังเช่น การฝึกศิลปะการต่อสู้ประจำกองทัพ
หรือกีฬามวยปล้ำ และชกมวย ซึ่งมีการจัดแข่งขันกันตั้งแต่สมัยกรีก
ในการแข่งขันโอลิมปัส ซึ่งกีฬาเหล่านี้ล้วนแต่ใช้เทคนิคการต่อสู้ที่ใช้ความรุนแรง บวกกับสมรรถภาพทางร่างกายที่แข็งแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการชิงชัย
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชนะเลิศมักจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมาก ชนะคนที่แข่งแกร่งน้อยกว่า
ดังคำที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และส่วนใหญ่จะเป็นกีฬาเพื่อแข่งขันชิงเงินรางวัล
หรือศิลปะการต่อสู้แบบทหาร ตำรวจ หรือหน่วยต่อสู้ต่างๆ เพื่อหวังทำร้ายให้ถึงแก่ชีวิต

                ศิลปะป้องกันตัว
แต่เดิมมาจากศิลปะการต่อสู้ต่างๆ
แต่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวที่แท้จริง
ซึ่งศิลปะป้องกันตัวจะถือหลักสำคัญที่ว่า เล็กชนะใหญ่ อ่อนชนะแข็ง ซึ่งหมายถึง
คนที่อ่อนแอกว่าสามารถชนะผู้ที่แข็งแรงกว่าได้ โดยพัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ และศึกษาเน้นความเข้าใจถึงโครงสร้างของร่างกาย
และจิตใจ กระบวนท่าเทคนิค การใช้ประโยชน์จากร่างกายให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
โดยพึ่งพากำลังจากกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุดด้วย เพราะถ้ายังคงใช้กล้ามเนื้อเป็นหลัก
คนที่มีกล้ามเนื้อร่างกายที่แข็งแรงกว่าก็ยังคงเป็นผู้ชนะต่อไป
                ศิลปะป้องกันตัว จะเน้นฝึกฝนจิตใจ
ร่างกาย เทคนิค เป็นหลัก โดยการฝึกร่างกายมิได้หมายถึงฝึกฝนร่างกายให้มีความคงทนที่แข็งแกร่ง
และมีพละกำลังที่ดีเลิศ แต่หมายถึงการฝึกฝนร่างกายให้เคลื่อนไหวควบคู่กับเทคนิคต่างๆ
ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และการฝึกจิตใจหมายถึง มนุษยธรรม
(仁จิน คุณธรรม(儀งิ มารยาท(礼เรย์ ปัญญาธรรม(智จิ และซื่อสัตย์(信ชิน ซึ่งเป็นคุณธรรม 5
ประการ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็น คุณธรรม 5 ประการของนักรบ จีน และญี่ปุ่น เพื่อมิให้
ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนนำวิชาไปใช้ในทางที่ผิด
 เนื่องจากผลที่ได้จากศิลปะป้องกันตัวนั้นรุนแรงมากถ้าถูกใช้ไปในทางที่ไม่ควร
นอกจาก คุณธรรม 5 ประการนี้ ส่วนใหญ่ในศิลปะป้องกันตัวจะสอดแทรกเนื้อหาของปรัชญา
และศาสนา ไว้เพื่อขัดเกลาจิตใจด้วย
                ในปัจจุบันมีศิลปะป้องกันตัว
และศิลปะการต่อสู้มากมายหลากหลายชนิด เช่น มวยไทย คาราเต้ มวยเส้าหลิน มวยไทเก็ก
ยูโด เทควันโด คาโปเอร่า และอื่นๆ มากมายหลากหลาย
เนื่องจากศิลปะเหล่านี้ถูกคิดค้นจากมนุษย์
และคนเรานั้นต่างอยู่อาศัยในสถานที่ต่างกัน วัฒนธรรม การเลี้ยงดู
ภูมิประเทศที่ต่างกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนที่อยู่ต่างสถานที่กัน มีความถนัด
ความสามารถ ความคิด และจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันด้วย เช่น มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้
และป้องกันตัวที่เรียบง่าย และรุนแรง เหมาะที่จะใช้ในการสู้รบ
จัดทัพศึกเพื่อปกป้องประเทศชาติ   คาโปเอร่า
ศิลปะป้องกันตัวด้วยเท้าของบลาซิล ที่เกิดขึ้นเนื่องจากสมัยที่เป็นทาสต้องปกปิดการฝึกฝนไว้จึงนำท่วงท่ามาประกอบเสียงเพลง   มวยเส้าหลิน มวยจีนที่ถือกำเนิดจากพระ
เพื่อใช้ป้องกันตัวจากเหล่าสัตว์ป่าดุร้าย   มวยไทเก็ก มวยจีนที่เกิดจากนักพรตเต๋า
แสวงหาความสงบในความเคลื่อนไหว อ่อนชนะแข็ง  คาราเต้ วิชาจากโอกินาว่า ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างมวยเส้าหลิน
กับมวยพื้นเมือง และวิชาดาบสายจิเก็นริว
เพื่อตัดสินชิงชัยด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
                ดังนั้นในศิลปะป้องกันตัว
และศิลปะการต่อสู้ จึงไม่ใช่วิชาที่รุนแรง หากแต่เป็นศาสตร์ และศิลป์ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
และมีประวัติสืบทอดกันมายาวนาน ประเทศชาติบางประเทศสามารถเป็นเอกราชได้เพราะมีศิลปะการต่อสู้ของชาติ
แต่ที่พวกเราติดภาพความรุนแรงของศิลปะการต่อสู้มา
เพราะการแสดงออกของบุคคลต่างๆที่อาจใช้ไปในทางที่ผิด
เช่นข่าวที่ว่านักกีฬาต่อสู้ชนิดหนึ่งทำร้ายภรรยาจนถึงแก่ชีวิต
และอดีตแชมป์ต่อสู้เป็นผู้ค้ายาเสพติด หรือเกิดจากการแสดงต่างๆ เช่นการทำลายข้าวของ
สับอิฐ ผ่าไม้ ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของศิลปะการต่อสู้
และป้องกันตัวเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่มีความจำเป็นในการฝึกเลย  และหาใช่ตัวตนที่แท้จริงของศิลปะไม่
                ในการที่จะเลือกฝึกศิลปะป้องกันตัว
หรือ ศิลปะการต่อสู้นั้น ควรจะเลือกให้ถูกกับ ลักษณะนิสัย จุดมุ่งหมาย
ความชอบของตนเอง มากกว่าที่จะเลือกฝึกเพราะตามค่านิยม หรือตามเพื่อนไปฝึก

เนื่องจาก แต่ละศาสตร์นั้นจะมีจุดมุ่งหมายในการฝึกฝน ทัศนคติทางการต่อสู้ไม่เหมือนกัน
ดังเช่น คนที่มีนิสัยชอบชกต่อย ถ้าจะเลือกเรียนไอคิโด ก็คงไม่เหมาะเพราะไอคิโด
เป็นวิชาที่เน้นการผสานแรง รับ และเบี่ยงแรงคู่ต่อสู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์  หรือให้คนที่ชอบหลีกเลี่ยงการต่อสู้
ชอบสันติวิธีมาฝึกมวยสากล ก็คงไม่เหมาะสมกันเท่าไหร่นัก และถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาเดียวกันนั้น
แต่ว่าแต่ละคนนั้นย่อมมีจริตที่จะแสวงหาการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกัน
บางคนจึงอาจจะฝึกวิชาไว้เพื่อป้องกันตัว แสวงหาความสงบในชีวิต
แต่บางคนกลับแสวงหาการต่อสู้ เพื่อไว้ใช้ในการต่อสู้แข่งขัน หรือเพื่อเป็นอาชีพ
ดังนั้นการจะเรียกกล่าวว่าวิชานั้นเป็นศิลปะการป้องกันตัว
หรือศิลปะการต่อสู้นั้นย่อมขึ้นกับใจของผู้ฝึกเอง
โดย  โชคินโฮ
張錦鋒(チョウキンホウ

(บทความเก่าปี 2008)

ลมหายใจแห่งชีวิต ความสำคัญของลมหายใจกับการต่อสู้

คิไอ
คิเม๊ะ และลมหายใจ นั้นคืออะไร สำคัญอย่างไร

"หายใจ และเปล่งเสียงด้วยท้อง"
คำที่ได้ยินบ่อยๆจากปากอาจารย์นั้นคืออะไร

気ki ลมปราณ พลัง
合ai รวม ผสาน
ตาม
ความหมายของพจนานุกรมแล้ว คิไอ หมายถึงการโห่ร้อง ลมหายใจ พลังใจ
และความตั้งใจ แต่ในความหมายของ คิไอ ในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแล้ว คิไอ
หมายถึง การรวบรวมลมหายใจ
และระเบิดลมหายใจจากทั้งร่างกายออกมาในครั้งเดียว ซึ่งโดยมากจะใช้ พร้อมๆ
กับ คิเม๊ะ

決め ki-me คิเม๊ะ หมายถึง ข้อตกลง หรือ การโฟกัส
ซึ่งใน คาราเต้เรา หมายถึงการโฟกัสจุดของพลัง
ซึ่งเราใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างมีระบบที่ถูกต้อง แรงจากส่วนต่างๆ
ของร่างกายจะถูกชักนำไปยังจุดที่เรา คิเม๊ะ ไว้ เช่น หมัด เท้า เข่า ศอก
เป็นต้น

คิเม๊ะ เป็นการ โฟกัส
ของพลังซึ่งส่วนใหญ่แล้วทุกคนมักจะทำได้เพียงแค่
โฟกัสของพลังที่เกิดจากกล้ามเนื้อ
น้อยคนที่จะสามารถโฟกัสพลังที่เกิดจากเส้นเอ็นได้
ซึ่งการใช้เส้นเอ็นนั้นเกิดจากการผ่อนคลายร่างกายระหว่างการชกให้เป็น
ธรรมชาติไม่ฝืนเกร็งซึ่งเป็นเทคนิคระดับสูงของคาราเต้
 คิเม๊ะถ้าใช้คู่กับการคิไอ ด้วย ประสิทธิผลของการโจมตี จะเพิ่มมากขึ้น
 จริงๆ การ คิไอ เป็นการควบคุมการหายใจพร้อมกับการโจมตี
เพื่อระเบิดพลังจาก ภายในร่างกายขึ้นมา ซึ่งพลังภายในนั้น
ถูกเก็บอยู่ที่ 丹田 tanden ทันเด็น หรือ ท้องน้อย

การโจมตี
ควบคู่การหายใจนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการต่อสู้ เพราะจะเป็นการชักนำ
พลังจากทั้งภายในร่างกาย และภายนอกร่างกาย ให้มารวมกัน
ซึ่งเสียงของการคิไอนั้น จะดังมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับ
พลังที่ส่งออกไปว่า มากหรือน้อยเท่าไหร่ และการโจมตีนั้น
การหายใจจะต้องหายใจออกซึ่งการหายใจออกจะทำให้ร่างกายเราผ่อนคลาย
เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ใช้กำลังได้มากขึ้น
และพลังที่เราส่งออกไปนั้นไม่ติดขัดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย
เหมือนเวลาที่จะยกของอะไรที่หนักๆ คนเรามักจะส่งเสียง
พร้อมกับออกแรงยกของสิ่งนั้น
ซึ่งการทำอย่างนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว
เราไม่สามารถที่จะยกของหนักๆ พร้อมกับหายใจเข้า หรือชกออกไปแรงๆ
พร้อมกับหายใจเข้าได้ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง
และถ้าชกแรงมากๆ อาจถึงขึ้นจุก สำลักลมหายใจ หรือแม้กระทั่งช้ำในได้ 
ซึ่งการฝึกการโจมตี หรือการป้องกัน พร้อมกับการหายใจที่ถูกนั้น
ก็เหมือนกับ การหายใจเข้าลึกๆ และชูแขนขึ้นสูงๆ และผ่อนร่างกาย
และลมหายใจปล่อยทิ้งลงมาตรงๆ โดยที่ไม่เกร็งกล้ามเนื้อเลย
ซึ่งถ้าลองเอามามือ หรือเป้าชกมารับมือที่ถูกทิ้งผ่อนลงมา
การผ่อนทิ้งลงมาจะแรงกว่าการที่เราจงใจใช้กล้ามเนื้อฟาดมือลงมามากมายนัก 
ดังนั้นการฝึกการโจมตี หรือป้องกัน ควบคู่กับการผ่อนคลาย
การหายใจให้เกิดความเคยชิน
และเป็นธรรมชาติให้ได้นั้นจึงสำคัญมากสำหรับการฝึกการต่อสู้

ส่วน
気 คิ (ชี่) หรือ พลังลมปราณนั้นมาจากไหน คิ นั้นเป็นลมหายใจ
แต่ในความหมายของ วิชาลมปราณ ศาสนาเต๋า แพทย์แผนจีน
และยังรวมศิลปะป้องกันตัวด้วยแล้ว คิ
หมายถึงพลังภายในที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
และมีจุดศูนย์กลางในการเก็บรักษา คิ อยู่ที่丹田 tanden ทันเด็น หรือ
ท้องน้อย  ซึ่ง คิ อาจจะหมายถึง พลังชีวิต ก็เป็นได้
เพราะถ้าร่างกายเราปราศจาก คิ แล้วก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดย คิ
จะติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด จนถึงอายุ 16 ปี และจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนหมด
ซึ่งก็คือ ตาย  การหายใจที่ถูกต้องนั้น สามารถที่จะสะสม คิ ได้
ซึ่งผลจากการสะสม คิ คือ ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง
แม้ยามแก่เฒ่าก็ยังมีร่างกายที่แข็งแรง

丹田 tanden ทันเด็น
หรือ ท้องน้อย ตามทัศนะของแพทย์แผนจีน และวิชาลมปราณของศาสนาเต๋าแล้ว
ทันเด็น เปรียบเสมือน จุดศูนย์รวมของร่างกายมนุษย์
ซึ่งเป็นจุดที่เก็บสะสมลมปราณแล้ว ยังเป็นจุดอันตรายอีกด้วย
เนื่องจากเป็นจุดที่เก็บสะสม คิ ถ้าทันเด็นถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก
จะส่งผลกระทบให้การไหลเวียนของ คิ เกิดการอุดตัน
ซึ่งอาจจะทำเกิดการบาดเจ็บถึงขั้นสาหัสได้ และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต
ดังนั้น ในวิชาการต่อสู้นั้น
จึงมักมีข้อห้ามที่จะห้ามไม่ให้โจมตีจุดท้องน้อย   ซึ่งการหายใจ
และการคิไอ นั้น เรามักจะได้ยินอาจารย์เน้นย้ำ และสอนว่า
 “ให้หายใจด้วยท้อง เปล่งเสียงจากท้อง ไม่ใช่ลำคอ” ซึ่งก็คือ การหายใจด้วย
ทันเด็น โดยให้กำหนด หรือจินตนาการว่า ตอนที่เราหายใจ หรือคิไอ มีลม
หรือพลังบางอย่างพุ่งตรงจาก ทันเด็น เคลื่อนมาสู่จุดที่เราโจมตีนั่นเอง

ใน
วิชาการต่อสู้ของจีน และญี่ปุ่นนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ
ตามแหล่งกำเนิดของศาสนา ได้ คือ พุทธ และเต๋า โดย ทั้งสองศาสนา
นี้จะมีวิธีฝึกลมหายใจไม่เหมือนกันคือ สายพุทธ-เข้าท้องป่อง ออก-ท้องยุบ
สายเต๋า-เข้าท้องยุบ ออก-ท้องป่อง ซึ่งสายพุทธนั้นเป็นการหายใจแบบธรรมชาติ
คือการปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ฝืน เหมือนกับปล่อยวางทุกสิ่งไปตามกรรม
และหลักทางสายกลาง คือไม่ผ่อน ไม่ตึง  ส่วนสายเต๋านั้น
ถึงแม้นว่าจะสอนให้ปล่อยตัวไปตามธรรมชาติ
แต่จุดที่สูงที่สุดของเต๋าคือการย้อนกลับไปหาจุดก่อนกำเนิดแห่งธรรมชาติ
(เต๋า) หรือที่เรียกว่าสภาวะอู๋จี๋ ซึ่งก็คือ ความว่างเปล่า
ดังนั้นการหายใจในวิธีฝึกนั้น จะหายใจแบบฝืนธรรมชาติ
คือการหายใจย้อนทวนทิศ หายใจเข้าท้องยุบ ออกท้องป่อง   คาราเต้
ได้รับอิทธิพลจากวิชาการต่อสู้ของ เส้าหลิน เป็นส่วนมาก
ซึ่งเส้าหลินเป็นวิชาสายพุทธ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาลมปราณผ่านทาง
พระสังฆปรินายกองค์ที่ 28 ของอินเดีย หรือ พระโพธิธรรม(ตั๊กม๊อ) นั่นเอง
ดังนั้น การฝึกหายใจของคาราเต้ จึงเป็นฝึกการหายใจแบบสายพุทธ   (หมายเหตุ
การแบ่งกลุ่มวิชาการต่อสู้นั้น สามารถแบ่งได้หลายวิธี เช่น ปรัชญา
และศาสนา แหล่งกำเนิด วิธีฝึกฝน และอื่นๆ
ซึ่งในบทความนี้จะแบ่งกลุ่มออกโดยใช้ วิธีฝึก วิปัสสนา
และแนวคิดปรัชญาของศาสนาเข้ามาเป็นหลักในการแบ่งกลุ่ม)

ใน
คาราเต้แต่ละสำนัก จะมีวิธีฝึกการหายใจ ไม่เหมือนกัน และวิธีการหายใจนั้น
มักจะแฝงอยู่ใน คาตะ ที่เราร่ายรำทั้งสิ้น อย่างของโชโตกัน ก็คือ
ฮันเกทสึ-คาตะ ซึ่ง คาตะ นี้จะมีทั้งการ หายใจ เข้า-ช้า ออก-ช้า 
เข้า-เร็ว ออก-เร็ว   เข้า-ช้า ออก-เร็ว และ การระเบิดลมหายใจ หรือคิไอ 
ส่วนของสำนักโกจูริว ก็จะมีคาตะ ซันชิน และเทนโช ซึ่งเป็นคาตะที่ไว้ฝึก
การหายใจ หรือที่เรียกกันว่าอิบูกิ ซึ่งการหายใจของโกจูริวจะมีหลักๆ อยู่
สองชนิดคือ การหายใจแบบ อินอิบูกิ หรือการหายใจแบบผ่อน ช้าและลึกยาว
ส่วนโยอิบูกิ จะเป็นการหายใจแบบ ใช้การเกร็งท้องช่วยในการเค้นลมหายใจออก
ซึ่งการหายใจต้องช้า และลึกเหมือนกัน

ซึ่งจริงๆ
แล้วไม่เพียงแต่เฉพาะคาตะ พิเศษอย่างเช่น ซันชิน เทนโช หรือฮันเกทสึ
เท่านั้นที่จะสามารถฝึกการหายใจได้ ทุกท่วงท่าของคาราเต้
สามารถที่จะนำมาฝึกลมหายใจได้หมด อย่างเช่น ท่าไทเกียวกุ หรือท่า
เฮอันโชดัน หรือแม้แต่ท่าพื้นฐานธรรมดา เราก็สามารถนำมาฝึกได้
เช่นการทำท่าพื้นฐานช้าๆ ประกอบกับการหายใจเข้าออกให้สัมพันธ์กัน
การรำคาตะ ช้าๆ โดยไม่ใส่กำลัง แต่เน้นไปที่การควบคุมลมหายใจ
หรือแม้กระทั่งการดำรงชีวิตประจำวันของเรา
เราก็สามารถที่จะฝึกการหายใจเข้าออกให้ลึกยาว สม่ำเสมอ
ฝึกการจัดโครงสร้างร่างกายให้ตัวตรงตลอดเวลา การเดินที่มีสมดุลย์
การผ่อนคลายในทุกอิริยาบท ความไม่ประมาทในทุกฝีก้าว และการทำงาน
ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่นำคาราเต้มาประยุกต์ใช้ได้
ดั่งเช่นคำสอนของท่านปรมาจารย์ กิชิน ฟุนาโคชิ ว่า
"อย่าคิดว่าท่านจะเรียนคาราเต้แต่ในสถานฝึกซ้อม" – ฝึกฝนร่างกาย
และจิตใจตลอดเวลา และ "พยามทำทุกสิ่งให้เป็นคาราเต้" –
การใช้วิถีแห่งคาราเต้ ในการดำเนินชีวิต
(บทความเก่าปี 2008)

ตุ๊กตา ดารุมะ

ตุ๊กตา ดารุมะ

วันนี้จะมาเล่าสู่กันฟังนะครับว่าทำไม พระโพธิธรรม หนึ่งในเทพเจ้าแห่งการต่อสู้ของญี่ปุ่น(และจีน)ที่นักศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น(และมวยจีนเส้าหลิน) ให้ความเคารพกันมากมายเมื่ออยู่ที่ญี่ปุ่น ได้กลายสภาพเป็น ตุ๊กตาล้มลุก และอุปกรณ์ในการขอพร จากเทพเจ้าซะงั้น

ต้องทำความเข้าใจครับ

พระโพธิธรรม ในตำนานว่าไว้ท่านสำเร็จธรรม ถึงขั้นอรหันตผล
พระโพธิธรรมเป็นพระสังฆปรินายกองค์ที่ 28 ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน(เซน) ต่อมาจากพระพุทธเจ้า
ซึ่งเมื่อมาถึงประเทศจีน พระโพธิธรรมได้ถูกยกย่องให้เป็น พระสังฆปรินายกองค์ที่ 1
ของจีน และคำสอนของท่านก็ได้ไปถึงญี่ปุ่น จนเป็นลัทธิเซน อันโด่งดัง แต่จริงๆ
ลัทธิเซน ได้มีมานานแล้ว วันเส้าหลิน จริงๆ ก็เป็นวัดในลัทธิเซน เช่นกัน
วัดเหล่งเหน่ยหยี่ ในไทยของเราก็เป็นวัดเซน เช่นกัน ไม่ได้มีแต่เฉพาะในญี่ปุ่น ที่จะมีวัดเซน



หลักคำสอนของเซน
ก็เหมือนกับพุทธศาสนา นิกายทั่วไปไม่แตกต่างครับ คือ อริยสัจสี่ และ
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่เน้นการรู้แจ้งด้วย ปัญญาญาณ หรือการชี้ธรรมแบบปิ๊งแว๊บโดยฉับพลัน
(^ ^)  หรือ การจุดประกายธรรม ให้เกิดการบรรลุโดยฉับพลัน เซน จริงๆ จะไม่เน้นคำสอนให้มากความ
เพราะคำสอนและพระวินัยเป็นเพียง หนทางในการทำให้เราเข้าใจ พระธรรม เท่านั้น
แต่หาใช่พระธรรมที่เที่ยงแท้ไม่ ซึ่งในการสอนธรรมให้แต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกัน
แล้วแต่ระดับปัญญาของแต่ละคนที่ศึกษาธรรม

เหตุที่ ตุ๊กตาดารุมะ กลายเป็น ตุ๊กตาล้มลุก ก็คือแฝงด้วยปรัชญา เมื่อล้มแล้ว
ก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่ในทันที ก็หมายถึง การสู้โดยไม่ย่อท้อ ไม่มีการผลัดวันประกันพรุ่ง เมื่อล้มก็ต้องลุกต่อไป ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ก็ต้องลุกขึ้นมา ความผิดพลาดเป็นหนทางแห่งความสำเร็จ
เมื่อล้มบ่อยๆ ก็ย่อมรู้ถึงจุดผิดพลาด และทางแก้ไข อ้างอิงได้กับหลัก อริยะสัจสี่
  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

เราจะเปรียบ ตุ๊กตาล้มลุก กับอริยสัจสี่นะครับ
การล้มคือทุกข์ เมื่อล้มแล้วก็ต้องหาสาเหตุของการล้มว่าเกิดเพราะเหตุใดนั่นคือสมุทัย พบว่าการล้มเกิดจากฐานไม่มีความสมดุลย์จึงล้ม
เมื่อรู้สาเหตุของการล้มหรือสมุทัย ก็ต้องหาการพ้นจากความทุกข์ ก็คือนิโรธ นั่นคือการถ่วงฐานให้หนักให้แน่น เพื่อจะได้ไม่ล้ม ต่อให้ล้มก็จะได้ลุกขึ้นมาได้เอง
ซึ่งการจะเข้าถึงนิโรธได้ก็ต้องอาศัยมรรค ที่เป็นทางแห่งการพ้นทุกข์ ก็คือการปฏิบัตินำของหนักมาถ่วงที่ฐานของตุ๊กตานั่นเอง



ดังนั้น ตุ๊กตาดารุมะ จึงเป็น
ตุ๊กตาที่แฝงถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างดีเยี่ยม
และเป็นที่นิยมยกย่องของชาวอาทิตย์อุทัย ว่า ตุ๊กตาดารุมะ
เป็นเครื่องรางที่จะให้เกิดความสำเร็จ


โดยการขอพรจากตุ๊กตาดารุมะ
จะต้อง อธิฐานขอพร และวาดตาดำ ลงในลูกตาของ ตุ๊กตาดารุมะ และเมื่อสำเร็จผลแล้ว
ค่อยวาดตาขวาลงไปให้ครบคู่ของดวงตา และเมื่อท้ายปี จะมีพิธีเผาตุ๊กตาดารุมะ
เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่า และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ด้วย
โดยปีใหม่ก็จะซื้อตุ๊กตาดารุมะ ตัวใหม่ด้วย



ซึ่งตุ๊กตาดารุมะ
จะเป็นตัวผลักดันให้เรา พยายามให้ถึงที่สุด โดยไม่ย่อท้อต่อความลำบาก
ควรจะวางตุ๊กตาดารุมะ ไว้ในที่ที่มองเห็นได้ตลอด เมื่อเรามองเห็นตุ๊กตาตัวนี้
เราก็จะเกิดกำลังใจ พยายามต่อสู้กับสิ่งต่างๆ จนเกิดผลสำเร็จ
ใช่ว่าจะขอพร แล้วก็นอนรอ
พระพรจากเทพเจ้า หรือพระเจ้าอยู่ในบ้าน เหมือนคนไทย ที่ขอพร แล้วก็รอให้เป็นจริง
โดยที่ตัวเองก็ไม่พยายามทำให้เต็มที่ พอไม่ได้ผลอย่างที่ขอ ก็บอกว่า
พระท่านไม่ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าไม่มีจริง -*-
 


ครูเปรียบเหมือนดั่งคนเจียรไนเพชร

คนเป็นครูก็เหมือนคนเจียรไนเพชร แม้ว่าเพชรจะมีค่าในตัวมันเอง แต่หากไม่มีคนเจียรไน ใครจะไปเห็นค่าของมัน มันก็แค่หินก้อนหนึ่ง และหากเจียรไนไม่ดีแล้ว เพชรมันย่อมไร้ประกายที่สดใสสวยงาม
หากเราเจียรไนไม่ดี เท่ากับว่าเพชรเม็ดนั้นจะหมดโอกาสเปล่งประกายตลอดไป
ดังนั้นคนเจียรไนต้องทุ่มเท ต้องมีความรับผิดชอบ เพื่อเพชรก้อนนั้นจะได้เปล่งประกายต่อไป อนาคตของนักเรียนคนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับครู ว่าจะสอนสั่งเด็กๆให้เรียนรู้วิชา เป็นคนดี และเปล่งประกายอยู่ในวงการ อยู่ในสังคมได้มากขนาดไหน
การเจียรไนเพชร เพชรทุกเม็ดย่อมไม่เหมือนกัน การเจียรไนนอกจากพื้นฐานต้องดีแล้ว ย่อมต้องอาศัยการประยุกต์พลิกแพลงให้ถูกต้อง เพื่อให้เพชรเม็ดนั้นเปล่งประกายมากสุด ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
การสอนก็เหมือนกัน นอกจากสอนตามพื้นฐานแล้ว การสอนควรจะต้องประยุกต์เพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน หามุมหาเหลี่ยมให้เจอ เจาะประเด็นให้ถูก เพื่อดึงศักยภาพออกมาให้ได้มากที่สุด 
ไม่ใช่สอน20คนเหมือนกันหมดทุกคน ใครไม่เข้าใจก็ให้ทำวิธีเดิมๆไปเรื่อยๆงมโข่งอยู่อย่างนั้น
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ คนมีชีวิตจิตใจ ไม่เหมือนเพชรที่มีแค่คุณค่าแต่ไร้จิตใจ หากเราเจียรไนเพชรไม่ดี เพชรเม็ดนั้นก็แค่เสียไป แต่คนนั้นชีวิตอาจเสียทั้งชีวิต 
หากใครรู้ตัวว่าอยู่ในฐานะที่ต้องสอนผู้อื่น กรุณารับผิดชอบด้วยนะครับ อนาคตของเขาเหล่านั้นอยู่ในมือคุณ ไม่ว่าคุณจะสอนวิชาใดก็ตาม ความรู้ทุกแขนงที่มอบให้เขาเหล่านั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตเขาได้ ไม่มากก็น้อย
ที่สำคัญอีกอย่างครูหรือนักเจียรไนเพชร ต้องหมั่นศึกษาเพิ่มเติมตลอด ไม่ควรหยุดนิ่ง อยู่กับที่ เพราะโลกเรามันหมุนอยู่ตลอด อย่าปล่อยความรู้ให้มันจมอยู่ในอดีต

(ปล. บทความเก่าปี 2013)

พี่คนนึง

พี่ชาย เป็นสถานะของคน2คนหรือมากกว่า
โดยที่พี่ชายเป็นคนที่อายุมากที่สุด มีวุฒิภาวะมากที่สุด
ในกลุ่มโดยความเป็นพี่น้องจะเป็นทางสายเลือด หรือทางจิตใจก็ได้ โดยความผูกพันธ์ฉันท์พี่น้องจะต้องรักใครกลมเกลียว สมานสามัคคี ปรองดอง
มีความเป็นห่วงเป็นใยต่อกัน เสียสละซึ่งกันและกัน
                พี่ชาย
ทำหน้าที่เหมือนพ่อคนที่สอง ในบางกลุ่มอาจจะทำหน้าที่พ่อแท้ๆ
เพื่อคอยดูแลสอนสั่งน้องๆไม่ให้เดินไปในทางที่ผิด
คอยประคับประคองให้เติบโตเป็นคนดี และก้าวไปสู่สังคมที่ดีๆ

                เป็นพี่ชายนี่เมื่อน้องอยากได้สิ่งใด
ก็ต้องให้น้องได้สมใจหวัง เพื่อน้องที่รักยิ่งจะได้มีความสุข
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของรักของหวงของพี่มากขนาดไหนก็ตาม ต้องอดทนอดกลั้นฝืนใจกลั้นน้ำตาตนเสียสละเพื่อน้อง   แต่การให้คงไม่อาจให้โดยง่าย เพราะมิฉะนั้น
น้องก็จะไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่พี่ได้ให้ไป การที่จะให้สิ่งใดแก่น้อง
ก็จะดูความพยายามว่าใส่ใจในสิ่งนั้นๆ หรือไม่ให้ความสำคัญมากขนาดไหน ความสนใจ
ความอดทนอดกลั้นของน้อง และเหตุผลที่ปรารถนา มิใช่อยากได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว
ได้ใหม่ลืมเก่า เพราะสิ่งใดได้มาง่ายก็ย่อมจากไปอย่างง่ายดาย
แต่คนที่เสียใจที่สุดก็ไม่พ้นพี่ที่สู้ทนเสียสละให้น้อง แต่น้องกลับไม่เห็นคุณค่า
และความเสียสละของพี่ที่พี่ได้ให้ไป ครั้นจะแสดงความเป็นเจ้าของ อ้างสิทธิของพี่
ก็ทำไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่แค่คอยประคับประคอง ไม่ใช่บังคับน้อง  ถึงน้องจะส่งคืนให้พี่
แต่ของสิ่งนั้นก็ไม่อาจคงคุณค่าทางจิตใจให้เหมือนดั่งเดิมได้
ถึงแม้ว่าจะรักสิ่งนั้นมากเพียงใดก็คงต้องใช้เวลาอันยาวนานกว่าจะซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิมได้มากที่สุดทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า
อย่างไรก็ไม่อาจกลับมาเป็นอย่างเดิมได้ ได้แต่เริ่มต้นใหม่เท่านั้น
 และในฐานะพี่ ก็คงต้องมีการสอนสั่งน้อง ให้รู้สำนึกเสียบ้าง
เพื่อที่จะได้ไม่ทำผิดซ้ำสอง
                พี่มักจะเลี้ยงน้องให้เติบโตและเข้มแข็งกว่าเสมอ
มอบให้ทั้งความรัก ความเอ็นดู เอาใจใส่ เสียสละให้ มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้
เพื่อให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง พร้อมที่จะเผชิญโลกภายนอก ในสายตาพี่ที่เป็นผู้ใหญ่ก็มักจะมองน้องว่าเป็นเด็กเสมอ
คอยสอนสั่งอยู่ตลอดเวลา
แต่น้องเมื่อโตเต็มวัยกลับคิดว่าสิ่งที่พี่สอนสั่งนั้นน่ารำคาญเสีย
หรือไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังปีกกล้าขาแข็งต่อต้านพี่
ทำตัวเป็นเสือร้ายที่จะครองทุกสิ่งที่พี่มี แม้แต่ถ้ำเพื่อไว้อยู่เพียงผู้เดียว
โดยไม่เห็นถึงความผูกพันธ์เก่าก่อนที่เคยมีมา
                การจะสอนความเป็นพี่ให้แก่น้องได้นั้น
ก็คงไม่อาจทำได้ เพราะน้องก็ยังคงเป็นน้องในความคิดของพี่
แต่น้องของพี่จะเรียนรู้ได้เองเมื่อมีน้อง หรือ รุ่นน้อง มาพึ่งพาอาศัย
และจะเรียนรู้การเป็นพี่ที่ดีได้ เมื่อมีความรัก และเอ็นดูในตัวน้อง
โชคินโฮ(เทมมี่จาง)
(ปล บทความเก่าเมื่อประมาณปี2009 ปัจจุบันปี 2015 มาอ่านเจอรู้สึกเหมือนกับตัวเองทำนายอนาคตยังไงก็ไม่รู้)

วัตถุมงคลของไทย กับการภาวนาอมิตาพุทธของจีน

การภาวนาของชาวมหายาน ว่า 南无阿弥陀佛 (นะโมอามิตพุทธ นะโมอามีทัวฟอ นำมออานีท้อฮุก) 南无观世音菩萨 (นะโมกวนซื่ออินผู่สะ นำมอกวงสี่อิมผู่สัก) หรือคำภาวนาอื่นที่เป็นการเอ่ยชื่อพระนามของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า นั้นสามารถช่วยเหลือให้ผู้ที่ภาวนาพ้นทุกข์แคล้วคลาดพ้นภัยจากสิ่งอันตรายต่างๆนานาได้จริงอย่างความเชื่อหรือ และการภาวนานั้นจะส่งผลให้เมื่อตายละสังขารจากความเป็นมนุษย์แล้วจะได้ไปเกิดยังแดนสุขาวดี อันเป็นพุทธเกษตรที่พระอมิตาภพุทธเจ้าประทับอยู่
การภาวนาของมหายานที่เชื่อกันถึงความศักดิสิทธิ์ที่ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย ก็คงจะไม่ต่างไปจากความเชื่อในพุทธคุณของพระเครื่องรางวัตถุมงคลต่างๆของไทยซึ่งนับถือฝ่ายเถรวาท
คลิ๊กดู เรื่องราวของการภาวนาถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม

เหตุที่ว่าไม่ต่างกันนั้นเพราะแต่เดิม วัตถุมงคลมีไว้เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ให้สอดส่าย ไม่ให้สั่นไหว สั่นคลอนหลงไหลไปในอบายมุขอันเป็นเครื่องแห่งความเสื่อม เป็นทางแห่งความพินาศ ดังนั้นวัตถุมงคลจึงเป็นเครื่องยึดที่ทำให้ผู้ศรัทธาครอบครองมีความ “เหนียว” มั่นคงในพระศาสนา ไม่ได้มีไว้เพื่อให้หนังเหนียวตีรันฟันแทงไม่เข้าอย่างที่เข้าใจ
เพราะเหตุใดวัตถุมงคลถึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะการบูชาวัตถุมงคลนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ห้อยคอ คาดเอว แล้วพุทธะจะคุ้มครองเสมอไป แต่การจะให้พุทธคุณคุ้มครองได้อย่างเต็มที่นั้นจะต้องมีข้อห้าม ข้อบังคับต่างๆ เช่นข้อห้ามทำร้ายสัตว์ ห้ามเตะหมาแมว ห้ามลักทรัพย์ ห้ามเข้าสถานที่อโคจร ห้ามด่าว่าบุพการีทั้งตนเองและผู้อื่น ห้ามดื่มสุรา ห้ามใช้คำสบถ หรืออื่นๆมากมาย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นศีลเป็นกรอบของการละชั่วขั้นพื้นฐาน หรือเบญจศีลศีลห้านั่นเอง ส่วนข้อบังคับนั้น คือการภาวนาตามพระคาถา และการทำบุญตักบาตรทุกวันพระเป็นอย่างน้อย หรือทุกวันได้ยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำภาวนานั้น ครูบาอาจารย์ได้กล่าวเป็นนัยๆกันว่า ภาวนาได้ตลอดเวลา ว่างเมื่อไหร่ก็ภาวนา ภาวนายิ่งมากยิ่งดี
(ภาพแดนสุขาวดี)


ในบุญกริยา10 กล่าวถึง ภาวนามัย ซึ่งคือบุญที่ได้จากการภาวนา ปฏิบัติสมาธิ ซึ่งเป็นบุญที่ได้มากที่สุด มากกว่าสังฆทาน เพราะการภาวนาสร้างปัญญา สร้างสมาธิให้ค่อยๆกัดกร่อนกะเทาะกิเลสนั้น จะนำพาไปสู่มรรคผลนิพพานได้ในที่สุด กล่าวกันว่าเพียงแค่ภาวนาปฏิบัติสมาธิจนเกิดสมาธิเพียงชั่วขณะหนึ่งก็ได้บุญมหาศาลแล้ว

และเมื่อเราปฏิบัติตามครูบาอาจารย์กำชับมาแล้ว นั่นคือเราย่อมได้บุญจาก ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย เมื่อมีบุญสั่งสมย่อมเป็นที่รักของบรรดาสัตว์ มนุษย์ และเทพเทวดา เทพเทวดาคอยรักษา บุญรักษา ศีลรักษา ธรรมรักษา ย่อมเกิดอานิสงค์แคล้วคลาดจากภัยอันตราย หากไม่เกินกว่ากฎแห่งกรรม
เมื่อภาวนาจนเกิดความเคยชิน จนเกิดฌานในเบื้องต้น คือภาวนาพุทโธ จนพุทโธนั้นอยู่ในใจเราตลอดเวลา คือมีพุทธานุสสติกรรมฐานอยู่ตลอดเวลา นั่นจึงไม่ต้องอาศัยวัตถุมงคลใดๆแล้ว เพราะความมงคลทั้งปวงได้อยู่ในใจอยู่ในกายเราแล้ว พุทธานุภาพย่อมสถิตย์อยู่กับเรา  

ในจุดนี้เองที่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนกันคือ การเน้นเรื่องอานิสงค์ของการภาวนา แต่แตกต่างกันตรงจุดเริ่มต้น วัตถุมงคลของไทยเราอาจจะเหมาะกับผู้ที่ยังไร้ศรัทธา กำลังใจยังไม่แข็งพอ เพราะฝ่ายเถรวาทไม่เน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่สามารถเป็นที่พึ่งของฝูงชน แต่ฝ่ายมหายานนั้นเน้นคำสอนเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์มาแต่โบราณ ผู้คนจึงมีศรัทธาในพุทธานุภาพมากกว่า จึงไม่ต้องสร้างศรัทธาผ่านวัตถุมงคล

ส่วนความเชื่อเรื่องแดนสุขาวดี หลังจากได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้ไปเกิดยังแดนสุขาวดีพุทธเกษตรนั้น ชาวมหายานไม่ได้ต้องการที่จะไปพระนิพพานหรือ ถึงได้เน้นที่จะภาวนา อมิตาพุทธ เพื่อจะได้ไปสุขาวดี ก็ต้องย้อนมาทำความเข้าใจในเรื่องคำสอนของมหายานก่อน ในพระสูตรอมิตาภสูตรกล่าวว่า สุขาวดีเป็นดินแดนที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจบารมีของพระอมิตาภพุทธะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในอดีตย้อนไปก่อนหน้าพระโคตมพุทธเจ้าไป 10 กัป ที่ได้ชื่อว่าสุขาวดีก็เพราะผู้อยู่ในดินแดนนี้ย่อมไม่มีความทุกข์เลย แต่เสวยสุขอยู่เสมอ สุขาวดีเป็นดินแดนที่สวยงามและสุขสบาย กล่าวคือ มีล้อมรอบด้วยภูเขาแก้ว กำแพงแก้ว มีสระโบกขรณีที่ประดับด้วยแก้วมณี มีดนตรีทิพย์บรรเลงอยู่เสมอ มีนกร้องออกมาเป็นเสียงธรรมเทศนา บรรยากาศต่าง ๆ นี้ทำให้ผู้อาศัยเกิดพุทธาสุสติ ธัมมานุสสติ และสังฆานุสสติ และตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพานในดินแดนแห่งนี้

ที่ว่าบรรลุนิพพานในดินแดนนี้ ก็เพราะอายุขัยของผู้ที่เกิดในแดนนี้ยาวนานมากจนแทบจะลืมตาย มีมากพอที่จะภาวนาปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผลได้ในชาติเดียว ซึ่งกล่าวว่าการเกิดในสุขาวดีนั้นเป็นชาติสุดท้ายนั่นเอง ซึ่งนี่เองที่กล่าวว่ามหายานนั้นเป็นยานลำใหญ่ เป็นทางลัดที่จะนำสัตว์โลกไปให้พ้นฝั่งได้เร็วที่สุด

ซึ่งจุดนี้เองจะแตกต่างจากเถรวาท ที่ไม่มีบันทึกเรื่องพระอมิตาภพุทธเจ้ากับแดนสุขาวดี แต่ก็อาจจะเทียบได้ว่า แดนสุขาวดีนั้นก็คือสวรรค์ชั้นหนึ่งนั่นเอง และที่เหมือนกันอีกก็คือ คติหลังความตาย ที่เชื่อกันว่า จิตของผู้ตายจะไปตามสภาพอารมณ์ขณะตาย หากจิตขุ่นมัวก็จะไปอบายภูมิ จิตแจ่มใสนึ่งถึงแต่กุศลผลบุญก็จะได้ไปใช้บุญเป็นเทพเทวดาในสวรรค์ หากจิตเป็นฌาณด้วยผลการภาวนาก็จะได้ไปเกิดเป็นพรหมในสวรรค์ชั้นพรหม


ทีนี้คงจะเข้าใจกันแล้วว่า ทำไมคนจีนที่นับถือพุทธมหายานถึงได้ชอบภาวนาว่า อมิตาพุทธ หรือ กวนซื่ออินผู่สะ