วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การพุ่งชกในคาราเต้

ในการฝึกคาราเต้นั้น จะมีแบ่งออกเป็นสามส่วนหลักๆคือ
คิฮง หรือ พื้นฐาน
คาตะ หรือ ท่ารำ
คุมิเต้ หรือ การต่อสู้
โดยพื้นฐาน คือพื้นฐานท่วงท่าของคาราเต้แบบดั้งเดิม เป็นการฝึกเพื่อเรียนรู้วิธีการปัดป้อง จู่โจมด้วยท่าต่างๆ รวมถึงการส่งแรง การเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ท่ารำ เป็นการนำท่าพื้นฐานมาร้อยเรียงเป็นท่ารำ โดยท่ารำจะซ่อนความหมายของการใช้งานท่าพื้นฐานเอาไว้ เป็นการแก้ทางมวย กลมวยต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเทคนิคการหักล๊อค ท่าทุ่ม การต่อสู้ระยะประชิดไว้เป็นต้น ซึ่งท่าร่างเดียวกันในท่ารำต่างกัน ความหมายอาจจะไม่เหมือนกันไปด้วย ขึ้นอยู่กับบริบทของท่ารำว่ามีความสอดคล้องเปลี่นแปลงอย่างไร
การต่อสู้ จะเป็นการนำท่าที่เรียนรู้จากพื้นฐาน และท่ารำมาฝึกเข้าคู่เพื่อศึกษาหาแนวทางในการต่อสู้ เช่น ระยะ จังหวะ เทคนิคที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีทั้งแบบการต่อสู้ การป้องกันตัว และการแข่งขัน โดยจะแบ่งระดับการฝึกตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง และระดับสูง
----------------

ในส่วนของคลิปนี้ จะเป็นการพุ่งชกที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งการพุ่งชกในลักษณะนี้เป็นพื้นฐานการฝึกของคาราเต้ เป็นการดีดตัวโดยใช้ขาหลัง เพื่อส่งตัว ส่งหมัดตัวเองพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็ว ซึ่งจะทำให้การชกการออกหมัดมีความเร็ว และมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น หากชกปะทะเข้าสู่เป้าหมาย
(แต่ในการฝึกซ้อม และการแข่งขัน ไม่อนุญาตให้ชกปะทะเป้าหมาย ให้ชกด้วยความเร็ว ชกสุดแรง มาจากพื้นฐานที่ดี มีระยะจังหวะที่เหมาะสม คืเป็นจังหวะที่คู่ต่อสู้ไม่อาจตอบโต้ได้ และหยุดหมัดดึงหมัดกลับเมื่อถึงตัว เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ หากได้ครบตามนี้จะถือว่าได้ "หนึ่งแต้ม" แต่หากโจมตีออกไปแล้วไม่สามารถหยุดได้ เกิดการปะทะกันขึ้น เกิดการบาดเจ็บ ผู้โจมตีจะได้รับการเตือนหรือปรับโทษ ตามแต่ความรุนแรง)
โดยปรกติแล้วการพุ่งชกนี้ จะพุ่งในลักษณะที่เป็นเส้นตรง ตัวไม่ลอยจากพื้นมากนัก เพื่อให้แรงนั้นพุ่งไปด้านหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่เสียแรงหรือเสียระยะเสียจังหวะจากการดีดตัวให้สูงขึ้น(กระโดด) และตัวต้องตั้งตรงตามพื้นฐาน
ที่ต้องตั้งตัวตรงตามพื้นฐาน และพุ่งเลียดพื้นไม่กระโดดเหมือนในคลิปนั้น เพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ในการต่อย เพราะการต่อสู้อาจจะมีการคว้าจับ หักล๊อค ทุ่ม หรือโจมตีต่อเนื่องได้ การที่โน้มตัวไปด้านหน้า หรือการกระโดดเข้าไปนั้น อาจจะเสี่ยงต่อการประชิดตัวและทำให้เสียหลักได้
แต่เนื่องจากปัจจุบัน การแข่งขันได้พัฒนาให้เป็นกีฬา กฏกติกามีความรัดกุมมากขึ้น จุดเด่นของคาราเต้ที่เป็นการโจมตีด้วยการเตะต่อย จึงเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น การคว้าจับหักล๊อคถูกตัดไป การทุ่มถูกกำหนดให้ใช้ได้แต่เพียงไม่กี่ท่า การระมัดระวังเรื่องของการคว้าจับและทุ่มนั้นจึงหมดไป การชกจึงเน้นที่การเพิ่มระยะ และความเร็วแทนที่ไป จึงกลาเป็นการกระโดดบ้าง เอียงตัว เอี้ยวตัวบ้าง ซึ่งจริงๆแล้วนั้นถือว่าผิดพื้นฐานเป็นอย่างมาก
ในกฏกติกาบางกฏที่ยังรักษาความดั้งเดิมเอาไว้ ยังยึดถือขอพื้นฐานเหล่านั้นเอาไว้ การต่อยในลักษณะในคลิปนี้อาจจะไม่ได้แต้มก็เป็นได้หากไม่ได้โจมตีในจังหวะที่ดีและเหมาะสมจริงๆ(ใช้คำว่าอาจจะนะครับ)
คลิปนี้จะเห็นชัดในเรื่องการพุ่งแบบตัวลอย

เนไป่ ต้นตำรับนิไปโป

กาต้า เนไป หรือ นิไปโป แบบเก่า กาต้านี้ถอดแบบมาจาก มวยเส้น二十八宿(28ดาราของมวยกระเรียน) จะเห็นชัดถึงความเป็นมวยกระเรียน คือมีลักษณะของการกระพือปีกให้เห็นชัด และที่ชัดเจนคือการขึ้นท่ามวยของมวยเส้น28ดารา

ใน นิไปโป แบบปัจจุบัน ตัดหลายท่าออกไป แต่ก็ยังคงความคล้ายคลึงกันอยู่
เสียดายว่าคลิปมวย28ดารา ถูกลบออกไปจากยูทูป กับเว็บของจีนแล้ว หายากมาก ตอนนั้นเจอก็ไม่ได้เก็บเอาไว้
28ดารา ถ้าจะหาคนฝึกต้องไปที่กลุ่มคนฝึกไทเก็ก(และมวยกระเรียน)ตระกูลหวางที่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน จะยังพอเห็นท่าร่างคล้ายคลึงกันบ้าง
28ดาราของตระกูลหวาง ก็ดัดแปลงท่าเดิมของ 28ดาราไปบ้าง การจะหามวยเดิมๆของ28ดารานั้นคงยาก ผมอัพเดทข้อมูลพยายามหาคลิปอยู่ประจำๆยังหาไม่เจอเลย (พูดแล้วก็เสียดายอีกรอบ ตอนนั้นไม่มีโปรแกรมดูดวีดีโอจากยูทูป ไม่งั้นดูดไปละ) ใครที่ตอนนั้นได้ตามบทความผมคงจะได้เห็นการเปรียบเทียบ 28ดาราของจีนกับญี่ปุ่น(นิไปโป) กันบ้าง
28ดารา ของญี่ปุ่น มีใน ชิโตริวคาราเต้ มวยสายนาฮาบางสำนัก(นาฮาสายโกจูริวไม่มี) และโชโตกันสายเซนเซคานาซาว่า ไปรับ "เนไป" มาจากโอกินาว่าอีกที โดยเปลี่ยนท่วงท่าให้เป็นพื้นฐานของโชโตกัน และเปลี่ยนชื่อจากสำเนียงโอกินาว่า(เนไป) เป็นสำเนียงญี่ปุ่น(นิจูฮัจจิ-โฮ)
กาต้านี้สาธิตแสดงในการแข่งขันครั้งที่50 คาราเต้อุดมศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น
ปล. กาต้านี้ใช้แข่งไม่ได้นะครับ เพราะโคริวกาต้า ไม่ได้จัดรวมไว้อยู่ในกาต้าของ4สำนัก หวังว่าคงไม่มีใครทะลึงไปก๊อบปี้ท่ามาใช้แข่งในประเทศไทยนะ

ชินโดจิเนนริวคาราเต้ ญาติห่างๆของโชโตกัน

ชินโดจิเนนริวคาราเต้ คาราเต้อีกหนึ่งสำนักที่กล้ารับรองว่า ในประเทศไทยนี้มีคนรู้จักอยู่แค่สองคน
หนึ่งคือตัวแอ๊ดมินเอง และอีกหนึ่งคือรุ่นพี่ของแอ๊ดมินรุ่นพี่ท่านนี้ท่านเคยบอกว่าตัวท่านไม่ได้เก่งในเรื่องคาราเต้ เพราะท่านไม่ใช่นักคาราเต้ แต่เป็นนักประวัติศาสตร์คาราเต้(ขอสงวนนามไว้ละกันครับ)

ชินโดจิเนนริว เป็นคาราเต้หนึ่งในสายของชูริเต้ โดยมีรากฐานมาจากสาย โชโตกัน ชิโตริว โชรินริว และวาโดริว พูดไปยาวหลาสำนัก แต่ให้เข้าใจรวมๆว่าสายชูริเต้ละกัน เพราะอาจารย์ ยาสุฮิโร่ โคนิชิ ผู้ก่อตั้งสำนักนี้ ได้เรียนวิชากับ ฟุนาโคชิ กิชิน(สายชูริเต้-ผู้ก่อตั้งโชโตกัน) และฮิโรโนริ โอทสึกะ(สายชูริเต้+ชินโดโยชินริวจิวจิทสุ)(ชื่อไม่ใช่ โอนิสึกะ นะครับ) ในสมัยที่เซนเซทั้งสองท่านมาร่วมเผยแพร่คาราเต้ที่มหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งขณะนั้นอาจารย์ยาสุฮิโร่ได้เรียนอยู่ในนั้น อาจารย์ยาสุฮิโร่จึงได้รับความรู้สายโชโตกันและวาโดริวจากเซนเซทั้งสองท่านไป(ขณะนั้นยังไม่แบ่งโชโตกัน กับ วาโดริว) โดยอาจารย์ยาสุฮิโร่เป็นนักเคนโด และจิวจิทสุสำนักทาเคโนจิริว
ต่อมา เซนเซโชกิ โมโตบุ(สายชูริเต้-โทมาริเต้-ผู้ก่อตั้งโมโตบุริว) เซนเซเคนวา มาบุนิ(สายชูริเต้-โทมาริเต้-ผู้ก่อตั้งชิโตริว) และเซนเซมิยากิ โชจุน(ผู้ก่อตั้งโกจูริว)ได้เข้ามาท่องเที่ยวและเริ่มแผยแพร่คาราเต้ที่ญี่ปุ่น ยาสุฮิโร่จึงได้เริ่มเรียนวิชากับท่านเหล่านี้ตั้งแต่นั้น
ต่อมาได้ศึกษาวิชา ไอคิจิทสุ จาก โอเซนเซโมริเฮ อุเอชิบะ และได้สาธิตท่ารำ "เฮอันนิดัน" ให้กับ โอเซนเซอุเอชิบะ โอเซนเซถึงกับเอ่ยปากชมว่า "กาต้าที่เธอสาธิตให้ชมนั้นมีคุณค่ามาก มันทำให้ฉันพอใจและตื่นเต้น"(ไม่รู้จะแปลยังไงดี ประมาณว่าเห็นแล้วของขึ้น อารมณ์นักสู้มันคงเกิดคันไม้คันมืออยากพิสูจน์ อยากศึกษา) (ต่อมาไม่รู้ว่า ยาสุฮิโร่ ได้เรียนอะไรกับโอเซนเซบ้าง แต่ก็คาดว่าน่าจะเรียนไอคิตามมาตรฐานทั่วไป) ต่อมาอาจารย์ยาสุฮิโร่ ได้สร้างกาต้าขึ้นมาใหม่สามท่า ว่าด้วยการสืบเท้า เรียกว่า ไทซาบากิทั้งสามท่า(โชดัน นิดัน ซันดัน)
ต่อมาก็ตามนั้นแหล่ะครับ สร้างกาต้า แล้วก็สร้างสำนักขึ้น
รูปแบบการสอน ก็เป็นคาราเต้ทั่วไป โดยยึดหลักของสำนัก โชโตกัน และชิโตริวเป็นพื้นฐาน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจาก ฟุนาโคชิแห่งโชโตกัน และมาบุนิแห่งชิโตริว และโมโตบุแห่งโมโตบุริวมากที่สุด
----------------------
ปล. ท่อนสุดท้ายจะเห็นการฝึกที่หายไปของโชโตกัน เรียกว่า "โคเทะ คิทาเอะ" ใครฝึกมวยจีนใต้ จะร้องอุทานว่า เห้ย นั่นมันการฝึกของสำนักฉันนี่นา ก็แน่นอนครับ คาราเต้เป็นมวยจีนใต้นี่นาด

ความนิยมในการ "คิไอ" แบบผิดๆ


ในวันแรกที่เรามาฝึกคาราเต้ หากเรามาระลึกกัน จะเห็นได้ว่า การฝึกท่าพื้นฐานทั้งหมดนั้น จะไม่มีการจงใจพ่นลมหายใจออกทางปากหรือจมูกเลย การชกการปัดการเตะแต่ละครั้งทำให้เร็วแรงที่สุดโดยที่ลมหายใจนั้นปรกติ คือหายใจเข้าออกตามปรกติ ในการใช้แรงนั้นก็จะเป็นการหายใจออกตามปรกติ ไม่ต้องใช้การจงใจเค้นลมหายใจ หรือพ่นลมออก แต่การใช้งานร่างกายจะเป็นตัวไล่ลมออกไปเอง
พูดง่ายๆก็คือ "ให้เราหายใจตามปรกติ แล้วท่ามวยมันจะปรับลมหายใจของเราเอง"
ซึ่งการฝึกของคาราเต้ ก็ยังมีคุมิเต้ และท่ารำกาต้าซึ่งก็ไม่ได้มีการสอนให้พ่นลมแต่อย่างใด จะเห็นว่าในสมัยก่อนๆที่เราฝึกกันนั้น ทุกคนจะไม่มีการพ่นลมหายใจออกมาเลย ยกเว้น "คิไอ"
แต่ปัจจุบัน ในการแข่งขันท่ารำ เราจะได้ยินเสียงลมหายใจทุกครั้งที่เห็นนักกีฬาเคลื่อนไหว และใช้แรง ไม่ว่าจะเป็น ชก เตะ ปัด
จะว่าพ่นลมหายใจเหมือนนักมวยสากลก็ไม่เชิง มันเป็นเสียงดัง "ชึบๆ ชิดๆ" หรือสารพัดสารเพจะสรรหาเสียงแปลกๆออกมา
(ในบางคนที่มีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ เช่นอาจจะเป็นไซนัส อาจจะทำให้การระบายลมหายใจนั้นมีปัญหา ในการใช้แรงอาจจะมีเสียงในการไล่ลมบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เสียงที่จงใจพ่นลมหายใจออกมา)
รวมถึงการคิไอด้วย การคิไอนั้น จะเป็นการเปล่งเสียงออกมา โดยพื้นฐานใช้เสียงที่มีการระเบิดลมออกมา และไม่มีตัวสะกดเพื่อไปปิดลมที่ออกมา การใช้เสียงระเบิดนั้นจะทำให้เกิดการเกร็งของท้องอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันจะสัมพันธ์กับการใช้แรง ที่ใช้แรงในพริบตา ไม่ใช่การค่อยๆเกร็งท้องไล่ลมเหมือนการตะโกนเสียงยาวๆ ดังนั้นการคิไอ จึงเป็นการใช้เสียงระเบิด เช่นคำว่า ทะ หรือ ท่า เป็นต้น (ในการสอนของอาจารย์ญี่ปุ่นในสมัยก่อนจะให้ใช้คำว่า EI YA TA HA เป็นต้น สรุปได้คือคำสั้นๆ) ส่วนการลากเสียงนั้นเป็นเสียงที่ตามมาจากการระบายลมหายใจออก ซึ่งจริงๆการลากเสียงนั้นแทบจะไม่ได้สอนกันเลย เพราะมันไม่มีความจำเป็น หรือสาระสำคัญอะไร(ไร้สาระ)ในการลากเสียง
แต่ในปัจจุบันอีกเช่นกัน เราจะเห็นนักกีฬาลากเสียงตอนคิไอ เป็นลากเสียงยาวๆ ถ้าหากเปรียบเทียบกับการเขียนแล้วให้เติมเบิ้ลตัวอักษรตัวสุดท้ายไปเรื่อยๆ ตามความยาวเสียงได้นี่ คงจะเติมไปหลายตัวเลย
คิไอตามปรกติแบบดั้งเดิม "EIA"
คิไอตามนักกีฬาปัจจุบัน "EIAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAA"

-*-

ในการฝึกพื้นฐาน เราจะถูกสอนให้ไม่แสดงอาการ อารมณ์ทางสีหน้า เพราะคู่ต่อสู้สามารถคาดเดาจังหวะการโจมตีได้จากทางสีหน้า แต่ถ้าเราผ่อนคลายทำหน้าทำตา ผ่อนคลายร่างกายสบายๆ คู่ต่อสู้ย่อมจับทางไม่ออก
ในปัจจุบัน การแข่งท่ารำกาต้า การจะออกเทคนิคต่างๆ ต้องทำหน้าตาขึงขัง เคร่งขรึม ดุดัน มีการเกร็งหน้าเกร็งตาขมวดคิ้ว โดยอ้างว่าทำให้ดูเหมือนต่อสู้จริง มีสมาธิจดจ่อกับการต่อสู้ แต่ในความเป็นจริง หากเราต่อสู้นั้น คู่ต่อสู้ที่เก่งๆเขาแค่เห็นหน้า มีการแสดงทางสีหน้าหน่อยเขาก็รู้จังหวะการเคลื่อนไหวแล้ว

หากมองว่ามันเป็นการเข้าใจในพื้นฐานคาราเต้แบบผิด ก็สามารถที่จะมองได้ เพราะคาราเต้ไม่ได้สอนแบบนั้น แต่ปัจจุบันเราสามารถเห็นได้ทั่วไปในการแข่ง หรือตามยิมที่ซ้อมแข่ง มันกลายเป็นค่านิยมของนักกีฬา จนติดกลายเป็นเรื่องธรรมชาติของนักคาราเต้ และเริ่มจะกลายเป็นสิ่งที่สอนกันมาคาราเต้เสียแล้ว
ทั้งที่ "คาราเต้" ไม่เคยสอน
( ปล.นึกถึงตอนที่แอ๊ดมินเคยแข่งยุทธลีลาไท่จี๋เฉวียนเมื่อ10กว่าปีก่อน แอ๊ดมินเคยโดนกรรมการแนะนำว่า สิ่งที่เธอขาดไปคือขณะที่เธอรำไท่จี๋นั้น เธอไม่มีสีหน้าที่จริงจัง เธอต้องทำหน้าให้ขึงขังดุดัน ให้สมกับที่ร่ายรำมวยหน่อย ไม่อย่างนั้นเธอแพ้....... -*- เอิ่ม คือคุณกรรมการ ตอนนั้นผมก็ตัดสินคุณไปแล้วหล่ะว่าคุณไม่เข้าใจมวยไท่จี๋เลย มวยไท่จี๋นั้นฝึกเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ในร่างกายและจิตใจ เกิดความสงบ เกิดความนิ่งในจิตใจ การแสดงออกทางสีหน้าอย่างที่คุณว่านั้น ไท่จี๋ไม่เคยสอน ที่ฮากว่านั้น มีกรรมการท่านหนึ่งบอกให้ยิ้ม เพราะมวยไทเก็กนั้นรำแล้วต้องสบาย ตอนนั้นแอ๊ดมินนี่ เงิบไปเลยกับวงการนี้ )

ชิโซจิ้น

กาต้า ชิโซจิ้น เป็นอีกหนึ่งกาต้าที่นักกีฬาประเทศไทยชอบรำผิด โดยการนำท่าของ "โกจูไก" มารวมกับ "โกจูริว" ซึ่งแน่นอนทั้งสองเป็นคาราเต้โกจูริวเหมือนกัน แต่ได้มีการแยกสำนักกันออกไปมากมาย และที่สมารถเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือ โกจูไก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโกจูริวญี่ปุ่น กับอีกสำนักหนึ่งคือ โอกินาว่าโกจูริว ซึ่งจะขอเรียกสั้่นๆว่า โกจูริว ซึ่งโกจูริวนี้ยังรวมถึง "โกจูไกเจเคเอฟ" ด้วย
เหตุที่ต้องแยกชื่อให้ชัดเจนออกมาก็เพราะว่า การร่ายท่ากาต้านั้นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะ "โกจูไก" ที่ได้แยกตัวออกมาจาก "โกจูไกเจเคเอฟ" และได้สร้างกาต้าให้มีเอกลักษณ์ของตนเองมากขึ้น จนสามารถเห็นความแตกต่างจากสายวิชาในโกจูริวทั่วไปได้
อย่างในกาต้า ชิโซจิ้น นั้น การรำท่านี้ของ โกจูไก และโกจูริว จะมีความแตกต่างกันอยู่หากไม่สังเกต นักกีฬาปัจจุบันชอบที่จะเลียนแบบนักกีฬาแชมป์ในยูทูป จนลืมดูพื้นฐานสำนักตัวเอง และลืมสำรวจความรู้ของตัวเอง จนเผลอไปเลียนแบบท่า และนำมาผสมผสานกับท่าของตัวเอง จนกลายเป็นรำกาต้าแบบผสมผสานไป
ซึ่งในกฏกติกานั้นระบุว่า
"Slight variations as taught by the contestant’s style (ryu-ha) of Karate will be permitted."
อนุญาตให้สามารถปรับเปลี่ยนกาต้าได้เล็กน้อยตามความหลากหลายของสไตล์ที่นักกีฬาได้ฝึกฝนมา โดยคำว่าสไตล์นั้นวงเล็บคำว่า ริวฮะ เอาไว้ ซึ่ง "ริวฮะ" หมายถึง สำนัก(ริว)เช่น โกจูริว โชโตกันริว วาโดริว ชิโตริว ริวเอริว อุเอจิริว เป็นต้น และ สายสำนักย่อย(ฮะ) เช่น โกจูไก(ยามากุจิฮะ)โกจูริว เจเคเอ(นากายาม่าฮะ)โชโตกันริว เอสเคไอ(คานาซาว่าฮะ)โชโตกันริว เจเคเอส(อะไซฮะ)โชโตกันริว อิโตสุฮะชิโตริว อิโนะอุเอะฮะชิโตริว เป็นต้น
ซึ่งการรำกาต้าของแต่ละ ริวฮะ นั้นก็มีบ้างที่เหมือนกัน และต่างกัน ดังนั้นหากไม่ศึกษาให้ดีและนำมาผสมผสานกันเองโดยไม่รู้นั้น ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการตัดแต้ม (หรือตัดสิทธิแพ้ในการแข่งขันได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรรมการ)
ปล. ในประเทศไทย มีสำนักโกจูริวคาราเต้เป็นสำนักอะไร และสอนกันมาแบบไหน รำแบบอะไร และในคลิปนี้เป็นแบบไหน สำนักอะไร ไม่ขอเอ่ยละกัน ขอให้ผู้ติดตามและนักกีฬาได้ขวนขวายหาความรู้กันเอาเองว่า ที่ตนเองนั้นรำอยู่เหมือนหรือต่างกับในคลิปนี้ และเป็นสำนักเดียวกับในคลิปนี้
ปล. หากต้องการรู้ว่าคำตอบ กรุณาถามจากผู้ที่มีความรู้ในวงการ เช่นกรรมการตัดสินที่เชี่ยวชาญด้านท่ารำ "ย้ำว่าท่ารำ" เพราะบางครั้งถามผู้ฝึกสอนคาราเต้หลายๆท่าน ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้

วิชาสกัดจุด กับประสบการณ์ฝึกคาราเต้


เตี่ยนเสวี่ย หรือวิชาสกัดจุดชีพจร ในเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยมีใครได้พูดถึงกันมาก รวมถึงในเมืองจีนเองด้วย วิชานี้ก็ยังเป็นที่กังขากันมากในหมู่ประชาชน และผู้ฝึกยุทธ
แต่วิชาที่โดดเด่นในด้านการเตี่ยนเสวี่ย คือวิชา เหลี่ยงอี๋เฉวียน (ถ้าแปลเป็นไทยน่าจะแปลว่า หมัดสองขั้ว) วิชาหากมองดูในสารคดีแล้ว เป็นวิชาที่น่าสนใจไม่น้อย คือตัววิชา(จากท่ารำและการฝึกที่เห็นในสารคดี) มีฝึกทั้งช้าเร็ว อ่อนแข็ง ฝึกทั้งภายในภายนอก หากดูจากท่าร่างแล้วมีความคล้ายกันในหลายๆมวย โดยเฉพาะการส่งแรง
ในช่วงแรงที่เป็นการไปสัมภาษณ์ชาวบ้านว่าเคยฝึกมวยไหม จะเห็นเหล่าผู้เฒ่าในหมู่บ้านอายุเกินเลข5หลายท่านออกมาสาธิตมวยให้ดู จะมีอยู่ท่านนึงที่เป็นคนแรกออกมาสาธิต ด้วยการสกัดจุด ลักษณะการพุ่งเข้าโจมตี การออกหมัด การดึงมือกลับ การสืบเท้า ผมที่เป็นนักคาราเต้พอเห็นแล้วร้องเห้ยเลยครับ มันเพอร์เฟ็คมาก หากเป็นคาราเต้นี่คือการชกที่มี "คิเมะ" มากๆ
รวมถึงเหล่าผู้เฒ่าหลายๆท่านที่ออกมาสาธิตท่ารำ จะเห็นว่าท่ารำนั้น ไม่ได้เน้นกำลัง แต่เน้นการส่งแรง แต่ละท่าจะมีจุดโฟกัสของท่าแต่ละท่าเหมือนคาราเต้ ซึ่งเหล่าผู้เฒ่านั้นสาธิตได้เป็นอย่างดี คือไม่ได้ใช้แรงเกร็ง แต่สามารถส่งแรงออกมาได้ ถึงแม้ว่าจุดโฟกัสอาจจะไม่แม่นเพราะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ และไม่ได้ฝึกต่อเนื่อง เพราะเป็นแค่ชาวบ้านที่เคยฝึกมวยมาตอนเด็กๆเท่านั้น (ถ้าฝึกต่อเนื่องจนปัจจุบัน ฝึกตั้งแต่เด็ก10กว่าขวบยันอายุ50-60ปี คงจะเป็นสุดยอดฝีมือไปแล้ว)
--------------------------
พอพูดถึงการเตี่ยนเสวี่ย ทำให้นึกถึงสมัยก่อนตอนที่ฝึกคาราเต้กับเหล่าสหาย มีอยู่ช่วงหนึ่งผมกำลังฝึก "หมัดอิปป้งเคน" คือการใช้หมัดด้วยข้อนิ้วหนึ่งนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นนิ้วชี้ หรือนิ้วกลาง หรือทั้งสองนิ้ว(นิฮงเคน) ก็ฝึกด้วยการชกกระสอบ วิดพื้น หรือชกลมและอื่นๆ ฝึกจนเกิดความเคยชินในระดับหนึ่ง จนเผลอกำหมัดในลักษณะนั้นในการฝึกต่อสู้
ตอนนั้นซ้อมต่อสู้กันอยู่ ในการซ้อมของคาราเต้จะเป็นการชกและดึงหมัดกลับเมื่อสัมผัสโดนตัว หรือห่างจากเป้าหมาย3-5เซนติเมตร แต่โดยมากหากต่อยหน้าจะต่อยให้ห่าง แต่ต่อยต่ำกว่าคอจะต่อยให้โดนเพียงสัมผัสความแรงระดับหนึ่งและดึงออกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บระหว่างฝึกซ้อม ขณะนั้นตั้งใจจะเล็งต่อยบริเวณกึ่งกลางหน้าอก แต่เพื่อนเห็นทีว่าปัดไม่พ้นจึงพยายามเบี่ยงตัวหลบ หมัดจึงไปโดนช่วงหัวไหล่(ไม่บอกจุดที่ละเอียดกว่านี้ละกันครับ เดี๋ยวจะมีคนเอาไปลองเล่นแผลงๆ)
ทันทีที่โดนนั้นเพื่อนคนนั้นร้องว่า "มึงจะฆ่ากูหรือไงเนี่ยถึงใช้อิปป้งเคนต่อยเข้ามาเนี่ย แขนขยับไม่ได้เลย ชาไปทั้งแขน ความรู้สึกเหมือนโดนแทงด้วยของแหลม.......(จำคำพูดได้ไม่หมด)" ต้องนวดๆคลึงๆบริเวณที่โดนต่อยให้กล้ามเนื้อคลายตัวถึงจะหายเป็นปรกติ
จะว่าไปการต่อยของคาราเต้เห็นภายนอกว่าเป็นการต่อยเบาๆ ต่อยแล้วดึงหมัดกลับ ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย การต่อยของคาราเต้นั้นต่อยด้วยความเร็ว ต่อยด้วยจังหวะที่เหมาะสม ต่อยด้วยกำลังที่มาจากพื้นฐาน ความเร็วจากการพุ่งตัวเคลื่อนตัว ส่งแรงจากขาผ่านสะโพก หลัง ไหล่ออกมาที่แขนที่หมัด ดังนั้นหากหลบไม่พ้นก็จะโดนแรงปะทะมากมายเข้ามา ซึ่งมากกว่าหมัดที่เกิดจากการใช้แรงแขนเพียงอย่างเดียวมากนัก และยิ่งต่อยด้วยหมัดอิปป้งเคน เมื่อโดนไปแล้ว จุดปะทะจึงรวมอยู่ที่จุดเดียวเหมือนตะปูเจาะเข้ากล้ามเนื้อในทันที
-----------------------------
และในสมัยที่ผมฝึกโอกินาว่าโกจูริว และไอคิโดนั้น(เซนเซคนเดียวสอนสองอย่างพร้อมกัน) ท่านมักจะสาธิตการส่งแรงด้วยการตี ท่านจะพูดเหมือนในคลิปสารคดีนี้ว่า
จะตีตรงนี้ ให้แรงไปค้างที่ไหน วิ่งผ่านอะไร เช่นท่านตีไหล่ซ้าย ให้แรงไปวิ่งค้างที่ซี่โครงขวา
จะตีที่ท้อง ให้แรงวิ่งขึ้นคอ
ต่อยที่หน้าอกให้แรงวิ่งลงล่าง
ในวันนั้นเซนเซสาธิตว่าจะตีที่ไหล่ขวา ให้แรงวิ่งลงสะโพกซ้าย ท่านเพียงเคาะเบาๆที่ไหล่ขวาเท่านั้น แรงพุ่งลงมาที่สะโพกซ้ายเหมือนโดนกด แต่บังเอิญโชคร้ายตอนนั้นลืมไปว่าเจ็บเข่าซ้ายอยู่ แรงที่ควรจะลงสะโพกแล้วผ่านเข่าและฝ่าเท้าลงสู่ดินกลับสะท้อนขึ้นมาที่เข่าซึ่งเจ็บอยู่ ตั้งแต่วันนั้นนี่เจ็บเข่าไปเป็นเดือน
หลังจากนั้นก็ฝึกการตีในลักษณะนี้กันมาเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ฝึกนานแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังสามารถทำได้เหมือนก่อนหรือไม่ เพราะเมื่อก่อนก็ยังทำได้ไม่ชำนาญสักเท่าไหร่

Hangetsu จันทร์เสี้ยวแห่งโชโตกัน

ในสมัยก่อนที่เริ่มฝึกคาราเต้ใหม่ๆนั้น อาจารย์และรุ่นพี่เก่าๆจะจับให้ยืนม้าคิบะดาจิ(หม่าปู้)ทุกวัน วันนึงหลายเซ็ททั้งก่อนซ้อมและหลังซ้อม เซ็ทละ5นาทีอย่างต่ำ ตกวันนึงนั่งม้าไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง บางวันนี่เจอจับนั่งม้าก่อนฝึกครึ่งชั่วโมงนั่งยาวๆจนเด็กฝึกใหม่หนีหายไปตามๆกัน
เมื่อฝึกผ่านไปได้ระยะเวลาหนึ่ง อาจารย์บังคับให้นั่งนานกว่าปรกติ จนฝ่าเท้าร้อน ตัวนี่ร้อน ท้องร้อน ขาสั่นพับๆๆๆๆ แต่คงเพราะอาจารย์นั้นรู้ว่าไม่ไหวแล้ว จึงมานั่งม้ากำกับอยู่ด้านหลัง พร้อมเอามือกดศรีษะลง และจัดให้หลังตรง พร้อมกับเน้นให้หายใจลึกๆ ทำจิตให้สงบ
โดนนั่งม้าอย่างนั้นต่อมาสักสามถึงห้านาที อาจารย์บอกว่า ตั้งใจฟังให้จบก่อนแล้วให้ทำตาม คือก่อนจะลุกให้หายใจลึกๆเข้าออกสามครั้ง หายใจเบาๆอย่าหายใจแรง หายใจให้เต็มปอดเหมือนหายใจแล้วลมหายใจพุ่งขึ้นศรีษะ หายใจออกลมหายใจพุ่งลงไปที่ขา เมื่อหายใจแล้ว หายใจออกครั้งที่สามครั้งสุดท้ายให้ค่อยๆผ่อนคลายขา และค่อยๆยืนขึ้นช้าๆ
ทันใดนั้นเองขณะที่ยืนขึ้นและหายใจออกนั้น ความรู้สึกร้อนที่ฝ่าเท้าที่ตัวนั้นนั้นได้รวมตัวกันเป็นกระแสร้อนพุ่งจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ศรีษะผ่านด้านหลังอย่างรวดเร็ว เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดและอุ่นสบายมาก
อาจารย์บอกว่า หากรู้สึกอย่างนี้แสดงว่าการฝึกนั้นถูกต้อง มีความเพียรในการฝึก หากฝึกอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการพัฒนาได้เป็นอย่างดี ให้จำความรู้สึกอย่างนี้เอาไว้
------------------------------
ในการฝึกท่า "ฮันเกทสึ" ท่านี้เป็นอีกท่าหนึ่งที่บรรดาเซนเซให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นการฝึก "คิ" ของคาราเต้โชโตกัน แต่มันเป็นการฝึกคิได้อย่างไรอันนี้ไม่ขอกล่าว แต่ให้เน้นเพียรฝึก
ในวันแรกที่ได้เรียนท่านี้นั้น เมื่อได้ฝึกทฤษฎีท่าจนครบแล้ว และนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง ขณะที่รำท่อนแรก จะเป็นการหายใจช้าทั้งหมด จนมาถึงจังหวะกลับตัวและ "คิไอ" ระเบิดลมออกจากท้องนั้น ได้เกิดกระแสลมร้อนพุ่งจากเท้าขึ้นสู่ศรีษะเหมือนตอนฝึกนั่งม้า
จากการทดสอบหลายๆรอบกระแสลมร้อนนั้นจะเกิดก็ต่อเมื่อหายใจอย่างถูกต้องสัมพันธ์กับท่าร่าง และที่สำคัญคือการออกแรงนั้นต้องไม่เกร็ง แต่เป็นการส่งแรงผ่านกล้ามเนื้อเส้นเอ็นอย่างเป็นธรรมชาติ การหายใจไม่ติดขัด หากเกิดการเกร็งกล้ามเนื้อทำให้เส้นลมปราณติดขัด กระแสลมก็จะอุดตัน ไม่วิ่งทั่วร่าง
ดังนั้นท่าฮันเกทสึนี้จึงสามารถเป็นท่าที่ใช้เป็นตัวเช็คพื้นฐานได้เป็นอย่างดี
--------------------------------
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เซนเซทัตสุยะ นากะ ได้มาสาธิตโดยการใช้แรงน้อยในการยกคนตัวใหญ่ การจัดโครงสร้างร่างกายในการซับแรง พร้อมกับการหายใจ ในการฝึกวันนั้นจะเน้นที่การฝึกท่าคาราเต้พร้อมกับท่าการหายใจด้วยท่าเปิดของ "คันคุได" และท่า "เฮโกดาจิ โยย" และท่าคล้ายท่าฉี่ซื่อของไท่จี๋เฉวียน ในตอนเย็นของวันนั้นเองท่านได้เฉลยในวงเหล้ากับผมว่า เคล็ดของคาราเต้โชโตกันในการใช้คิทั้งหมดอยู่ในท่า "ฮันเกทสึ" ให้ฝึกท่าฮันเกทสึบ่อยๆเมื่อว่าง
ผมจึงมาพิจารณาว่า สิ่งที่เซนเซกล่าวนั้นสมเหตสมผล เนื่องจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในการฝึกนั้น เป็นการเช็คโครงสร้างร่างกายจากภายใน หากการฝึกนั้นสามารถสำรวจการเคลื่อนไหวทั้งภายในภายนอกได้อย่างที่เซนเซท่านสาธิตจากท่ารำ การจะใช้แรงน้อยชนะแรงใหญ่กว่า สำหรับคาราเต้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้