วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ลัทธินอกศาสนาที่ต้องระวังใน ศาสนาพุทธมหายาน

ลัทธินอกศาสนา ลัทธิแอบแฝงพระพุทธศาสนา 
ผมไม่ได้ต้องการที่จะขัดแย้งอะไรกับใคร แต่ที่ผมต้องการจะสื่อคือ ควรใช้ปัญญาในการคิดพินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ ส่วนการเลือกที่จะศรัทธานับถือในศาสนา ลัทธิใดๆ ผมไม่ขอยุ่ง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ผมจะพูดแน่นอนว่ามันอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคนที่นับถือในลัทธินั้นๆ เพราะมันอาจจะเป็นการโจมตีโดยตรง และทางนั้นก็อาจจะหาเหตุผลข้างๆคูๆมาแย้งว่าผมไม่รู้จริง หรือเป็นพวกทำลายความสงบสุขในวงการศาสนา
ผมเป็น “พุทธศาสนิกชน” เป็น “พุทธบริษัท” ซึ่งต่างจากคนในปัจจุบันที่อ้างกันว่า นับถือศาสนาพุทธ แต่แทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพุทธ ผมย่อมต้องปกป้องศาสนาที่ผมเคารพนับถือและศรัทธา ดังนั้นถ้าดูจากเหตุผลที่อ้างมานี้ มันย่อมแสดงว่าผมไม่ได้เป็นคนเริ่มขัดแย้งก่อน แต่ผมออกมาสร้างความเข้าใจในการนับถือศาสนา โดยให้ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเท่านั้น
การจะอ้างว่าเป็น “พุทธ” แต่ไม่ปกป้องพุทธ และอ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ปล่อยวาง ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม และไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น สนใจแต่ตัวเอง อันนี้ผมขอกล่าวว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ และปัดจิตสำนักของความเป็นศาสนิกชนไป มันเป็นเพียงแค่ความไม่อยากไปยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนเข้าตัว เท่านั้น คือทำตามแต่ที่ตนสบายใจ
บางคนอาจจะมองว่าผมเป็นพวกหัวโบราณ เป็น “ติ่งพุทธ” ศาสนาเป็นเรื่องงมงาย หลอกลวง หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิทธิของคุณในการมองตัวผม ผมก็มีสิทธิของผมที่จะนับถือและเชื่อในสิ่งเหล่านี้
บางคนไม่ซีเรียสเรื่องการนับถือศาสนา อ้างว่า ทุกศาสนาก็สอนให้เป็นคนดีหมด ดังนั้นก็ขอให้เป็นคนดีก็พอ จะนับถืออะไรก็ไม่สำคัญ ดังนั้นคนเหล่านี้จะนับถือ จะไหว้ได้หมด เคารพได้หมด สิ่งเหล่านี้ผมถือว่าดีครับ แต่ก็ควรที่จะมีกรอบของตัวเองบ้าง มีเหตุผลในการนับถือบ้าง มีแก่นสำคัญในการศรัทธาบ้าง และไม่ใช่เพียงแค่ นับถือตามเขา เชื่อตามเขาพูด ศรัทธาตามฝูงชน หรือจะอะไรก็แล้วแต่ซึ่งมันไม่ได้แสดงถึงปัญญา ต้องมีจุดยืนให้แน่ชัด มีสรณะที่มั่นคงสูงสุด ส่วนจะแน่ชัดแล้วมีการผ่อนปรน มีการเปิดใจกว้างต่อศาสนาอื่นก็เป็นอีกเรื่อง  ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็ไม่สมควรที่จะเรียกว่าตัวเองเป็น “ศาสนิกชน” ของศาสนานั้นๆ ควรจะเรียกตัวเองว่า “ไม่มีศาสนา” จะดีกว่า เพราะไม่ได้นับถืออะไรจริงจัง
ไอ้การนับถือจริงจังเนี่ย จริงจังหรือไม่จริงจังเป็นเรื่องส่วนบุคคล มันอาจจะใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนบางคน ซึ่งมันก็แล้วแต่จริตความชอบความเห็นส่วนบุคคล ผมไม่อยากสร้างประเด็นขัดแย้งอะไรมากนัก เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แต่ที่มันจะเสียหายคือ พวกที่ชอบอ้างว่า “พุทธแท้” “เป็นพุทธ” โดยที่ตัวเองทำตัวไม่ซีเรียสเรื่องศาสนา เป็นคนไม่เข้าใจหลักศาสนาใดๆเลย ขอเอาแค่ความเห็นตัวว่าสบายใจก็พอ แล้วก็ไปขัดแย้งกับคนอื่น หาว่าคนที่รณรงค์เรื่องศาสนาดั้งเดิมแบบพวกผมเป็นพวกหัวโบราณไม่ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า คนเหล่านี้อาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังทำให้ศาสนาพุทธนั้นสูญหายไปจากประเทศไทยโดยไม่รู้ตัว เหมือนที่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในหลายๆประเทศที่มีประวัติศาสตร์ว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธ
----------------------
ส่วนสิ่งที่ผมทำนั้น ผมไม่ได้อะไรมากมาย ผมแค่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในฝ่ายของศาสนาดั้งเดิม กับข้อเท็จจริงทางวิชาการต่างๆ ส่วนใครจะเชื่อไม่เชื่อ จะนำไปวิเคราะห์ต่อ หรือจะด่าผม อันนี้ก็แล้วแต่บุคคล ผมไม่ได้สนใจอะไร ผมถือว่าผมทำตามหน้าที่ ใครเข้าใจดีก็ดีไป ใครเข้าใจไม่ดี ผมก็ถือว่าปล่อยวาง อุเบกขาไป ไม่ได้ยึดมาเป็นอารมณ์อะไรอยู่แล้ว เพราะมันเป็นวาสนาของพวกคุณ เป็นกรรมของพวกคุณที่ผูกพันสร้างกันมาให้ตามกันมาเป็นศิษย์อาจารย์ เป็นผู้นำลัทธิกับสาวกลัทธิ ต่อให้พระพุทธเจ้าทรงมาชี้แนะเอง หากไม่เคยสร้างบารมีมากับพระพุทธเจ้า ก็คงไม่เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เปรียบได้เหมือนเหล่าศิษย์เทวทัต ทั้งที่เป็นพุทธสาวกในพุทธกาลแท้ๆ ยังกลับไปเชื่อถือคำของพระเทวทัต คนเหล่านี้ต้องใช้กรรม ต้องถึงเวลาอันเหมาะสมที่กรรมดีจะส่งผล มันถึงจะมีวาสนาได้ค้นพบความจริง ซึ่งใครก็แทรกแซงหน้าที่และเวลาของกรรมไม่ได้ จะมีแต่กรรมด้วยกันเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงกรรมได้
----------------------
ทีนี้มาเข้าประเด็นสักทีนะครับ............ศาสนาพุทธ หากพูดเรื่องความดั้งเดิม และหลักธรรมคำสอน จารีต โดยเทียบจากประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกกันต่อๆมา สืบทอดกันต่อๆมารุ่นสู่รุ่น นั่นคือ “พุทธเถรวาท” ในประเทศไทย ที่เป็นสาย “ลังกาวงศ์” ลังกาวงศ์นั้นสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผ่านการสังคายนามาเรื่อยๆจนมี “พระไตรปิฎก” มีการเรียนบาลี เพื่อสืบทอดภาษาดั้งเดิมของ “พุทธวจนะ” ซึ่งเป็นภาษาพูดของชาวมคธ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้ในการสอน ดังนั้นความผิดเพี้ยนในการบันทึก ในการสอน ย่อมมีความผิดพลาดน้อยถึงน้อยมากในพระไตรปิฎกฉบับบาลี ส่วนการตีความแปลบาลีให้เป็นภาษาต่างๆนั้นก็ขึ้นกับความรู้ความเข้าใจในบาลี จนทำให้เกิดความแตกต่างกันของการปฏิบัติจนกลายเป็น เถรวาทแบบ มหานิกาย และธรรมยุต ในประเทศไทย ซึ่งทั้งสองสายนี้ก็แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขอให้เข้าใจไว้ก่อนว่า “เถรวาท” นั้นยึดตามจารีตประเพณี คำสอน วินัยต่างๆแบบดั้งเดิมโดยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงข้อวัตรปฏิบัติใดๆเลย ถึงจะมีอนุโลมเป็นบ้างข้อในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำสอน หรือข้อวินัยในพระไตรปิฎก เพราะยังคงรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังให้เห็นสืบทอดกันต่อไป หากเปลี่ยนในพระไตรปิฎก เปลี่ยนในข้อวัตร มันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้ชนรุ่นหลังศึกษา
ในประเด็นเรื่อง “มหายาน” หรือนิกายต่างๆที่แยกมาจากมหายานนั้นเนื่องจาก พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า ข้อวินัยเล็กๆน้อยๆนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ให้ทัน และเหมาะสมกับกาลสมัย ดังนั้นนี่จึงเป็นหนึ่งในที่มาของการแยกตัวออกมาเป็น มหายาน ในอีกประเด็นหนึ่งคือ การไม่ยอมรับการสังคายนา จึงได้แยกตัวออกไปทำการสังคายนาด้วยตนเอง จนกลายเป็นกลุ่มนิกายย่อยๆลงไป ซึ่งในอดีตมีเกือบถึง 20นิกายของพุทธศาสนา
กล่าวง่ายๆก็คือ คำสอน ประวัติของมหายานนั้น เรียกได้ว่าถูกเพิ่มเติม แต่งเพิ่มเข้าไปในภายหลังนั่นเอง ซึ่งก็ถูกเพิ่มเติมจนแตกต่างไปจาก พุทธดั้งเดิมหรือเถรวาทไปบ้าง แต่หลักการส่วนใหญ่ เหตุการณ์สำคัญนั้นๆก็ไม่แตกต่างกันมากนัก และทุกนิกายก็ยอมรับอยู่ในใจกันหมดว่า ดั้งเดิมสุด สืบทอดมาจากพระโคตรมะศากยมุนีพุทธเจ้าโดยตรงนั้นคือ “เถรวาท” หรือที่เรียกกันว่า “หินยาน” แม้แต่ท่าน “ทาไลลามะ” องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังฆราชปกครองสงฆ์ในสายวัชรยานในทิเบต ท่านก็ยังยอมรับข้อเท็จจริงข้อนี้ พระสงฆ์มหายานในโลกก็ยอมรับข้อเท็จจริงข้อนี้
เพียงแต่ฝ่ายมหายานต่างๆนี้ ท่านมีความเห็นแตกต่างกันตรงเรื่อง สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนในเถรวาทนั้น เป็นธรรมที่เหมาะแก่การหลุดพ้นจากทุกข์ มุ่งสู่พระนิพพานโดยตรง รวดเร็ว แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของมหายาน มหายานต้องการที่จะมุ่งตรงต่อ “พุทธภูมิ” เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ไม่ใช่ต้องการเพียงแค่ไปนิพพานในฐานะสาวกของพระพุทธเจ้า เนื่องจากพระพุทธเจ้านั้นสามารถสอนไวไนยสัตว์ได้ครั้งละจำนวนมากกว่าผู้ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จึงเรียกแนวทางของตนว่าเป็น มหายาน ยานที่นับสัตว์ไปได้มากกว่าใหญ่กว่า ในส่วนของคำสอนมหายานนั้น มีความเชื่อกันว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เถรวาทนั้น เป็นใบไม้ในกำมือที่พระพุทธเจ้าทรงกำไว้ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้นเปรียบได้กับใบไม้ในป่าใหญ่ มหายานจึงสอนสิ่งเหล่านั้นซึ่งไม่มีในเถรวาท
ส่วนประเด็นว่า อ้าว...คณาจารย์ฝ่ายมหายานท่านรู้ได้อย่างไรว่านี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนจริง คณาจารย์ในอดีตท่านนั่งเทียนแต่งคำสอนใหม่กันเองรึเปล่า เรื่องนี้มันก็สามารถมองได้สองประเด็นครับ ขึ้นกับว่าใครจะเชื่ออันไหน ซึ่งขึ้นกับปัญญาพิจารณาของแต่ละบุคคล
1.       มันก็เกิดจากการมโนของคณาจารย์มหายานจริงๆนั่นแหล่ะ จบ....
2.       มันอาจจะเกิดจากปฏิบัติของคณะจารย์จนท่านได้ ฌานสมาบัติ ได้ญาณอันเป็นวิมุติ และสามารถสัมผัสได้ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่างๆได้จริง ตามที่มีการบันทึกไว้ในพระสูตร และประวัติของทางมหายาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมด้วยกันเท่านั้นถึงจะสามารถเห็นตรงกันได้ เพราะพระธรรมนั้นเป็น “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ” คือรู้ได้เฉพาะตน (ในส่วนตัวผม ผมเชื่อแบบนี้ )
ในส่วนตัวของผมที่เป็นผู้เขียน ผมเลือกที่จะเชื่อและศรัทธาในแนวคิดประเด็นที่สอง เพราะสิ่งที่มหายานสอนไม่ใช่เรื่องเหลวไหล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเลือกที่จะศึกษา และพิจารณาถึงแก่นของหลักธรรม และประวัติที่น่าเชื่อถือด้วย ผมเองนั้นในทางพุทธประวัติ ผมจะเชื่อในทางเถรวาท ส่วนพระธรรมของมหายาน ผมเลือกที่จะศึกษา และเท่าที่ศึกษามาก็เป็นเพียงการตีความ การแปล และการอธิบายที่แปลกใหม่ มีการใช้คำนิยาม การเรียกขาน และกุศโลบายในการสอนที่แตกต่างกันเท่านั้น เรื่องของพระญาณของพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ต่างๆ ที่ปราฏกเป็นตรีกายแบบมหายานนั้น ก็ขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านบทความผม นั่งสมาธิปฏิบัติภาวนากันไปเองเสียดีกว่าที่จะมาหาอ่านจากข้อมูลเชิงวิการ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น ปัจจัตตัง ได้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่ได้จากการอ่าน หรือการเชื่อแบบงมงาย (ในเรื่องนี้ผมไม่ปฏิเสธนะ) แต่ผมก็จะมีจุดยืนของตัวผม หากผมเป็นอุบาสกอุบาสิกา ผมก็จะสามารถกราบไหว้บูชาพระอริยะต่างๆได้อย่างไม่ติดขัด แต่หากผมเป็นพระภิกษุสงฆ์ในทางเถรวาท ผมก็ไม่สามารถที่จะกราบไหว้บูชาพระโพธิสัตว์ได้ เนื่องจากพระโพธิสัตว์ไม่ใช่หนึ่งในสามสรณะสูงสุดของพุทธบริษัท(เถรวาท) เนื่องจากพระสงฆ์เป็นสรณะที่สูง1ใน3 ยกเว้นแต่พระโพธิสัตว์นั้นๆของมหายานจะเป็นในรูปแบบของพระภิกษุสงฆ์
สรุปในประเด็นมหายานนะครับ ถึงจะมีประวัติ และคำสอนที่แตกต่างกันไปตามนิกาย ซึ่งไม่เหมือนกับเถรวาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก และทุกนิกายยอมรับเหมือนกันหมดว่า คำสอนหลักธรรมของนิกายตนนั้นมีเพิ่มเติมมา และดั้งเดิมสุดคือ เถรวาท ดังนั้นทุกนิกาย จึงชื่อได้ว่าเป็น “พุทธศาสนา”  สิ่งที่ควรสังเกต ถึงแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะปรากฏเรื่องของ ภพภูมิต่างๆมากมาย เทพ มหาเทพ พระโพธิสัตว์ต่างๆมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คำสอนของพระพุทธศาสนา จะยึดแต่คำสอนของ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ พระโพธิสัตว์ อุบาสก หรืออุบาสิกา เท่านั้น จะไม่มีคำสอนที่มาจาก บัญชาเทพบนสวรรค์ นักพรต ฤาษี เซียนเต๋า หรือพฤติกรรมแบบร่างทรง เช่น มีพระบัญชา พระธรรมจากพระอรหันต์จี้กงบ้าง เง็กเซียนฮ่องเต้บ้าง พระโพธิสัตว์บ้าง
ในเรื่องของ ลัทธิอนุตรธรรม ซึ่งเป็นศาสนาอันดับสามของประเทศไต้หวัน ที่เป็นศาสนาของกบฏในสมัยราชวงค์ของจีน สืบทอดกันมาหลายร้อยปี และผ่านการพัฒนารูปแบบไปเรื่อย โดยแอบแฝงการเคลื่อนไหวอยู่ในรูปแบบของ ศาสนาหยู(ขงจื้อ) ศาสนาเต๋า และศาสนาพุทธในประเทศจีน ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการระดมพลทางการเมือง โดยใช้ศรัทธาความเชื่อ ความงมงายของประชาชนที่เข้าไม่ถึงศาสนาดั้งเดิมให้เกิดความศรัทธา ด้วยการยำรวมมิตรประวัติศาสดาต่างๆ คณาจารย์ต่างๆ เทพต่างๆ มาเหมารวมเอาไว้เป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ของลัทธิ เพื่อซื้อใจ สร้างโปรโมชั่นให้กับประชาชน และยิ่งมีการสร้างรหัสลับ การเปิดจุดทวารที่หน้าผาก เพื่อเป็นการรับธรรม เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงสวรรค์และสิ่งศักดิสิทธิ์ มันยิ่งเป็นการเพิ่มความงมงาย ความเชื่อความศรัทธาให้กับผู้ที่ขาดปัญญาอยู่แล้ว จึงเป็นการง่ายที่จะโน้มน้าวฝูงชน จนกลายเป็นมหาชนที่ผลกระทบต่อการบริหารบ้านเมืองได้
ในสมัยตอนคอมมิวนิสต์ กวาดล้างวัฒนธรรม ลัทธินี้ย่อมโดนกวาดไปด้วย แต่ก็ได้ทำการหนีมาอยู่ไต้หวันเหมือนคนส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ที่มาไต้หวันนี้โดยมากมักเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมือง หรือบุคคลสำคัญทางสังคม แน่นอนว่าลัทธินี้เป็นลัทธิที่แอบแฝงทางการเมืองมาโดยตลอดของจีน มีบุคคลสำคัญแฝงในทุกวงการ การจะไปอยู่ไต้หวันและเป็นใหญ่จึงมีมากไปด้วย และกลายเป็นศาสนาอันดับสามของไต้หวันในปัจจุบัน
ทำไมถึงเรียกว่าเป็นศาสนาที่สาม เพราะไต้หวันก็มีผู้นับถือ ศาสนาพุทธ และศาสนาเต๋าตามศาสนาดั้งเดิมของจีนอยู่แล้ว และด้วยการปกป้องประวัติคำสอนของศาสนาดั้งเดิม จึงทำให้ลัทธิอนุตรธรรมนั้น ถูกแยกออกมาชัดเจนจากศาสนาพุทธ และเต๋า แต่ทั้งนี้เนื่องจากการเผยแพร่ธรรมในต่างแดน การใช้ชื่อของ พุทธ และเต๋าในการสอน ก็ยังคงง่ายต่อการเข้าถึงของผู้ที่ไม่มีความเข้าใจในหลักธรรมของศาสนาดั้งเดิม อย่างเช่นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ลัทธินี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็น พุทธศาสนามหายาน ในเมืองไทย หรือเป็นศาสนาเต๋าของคนต่างชาติ
-----------------------------------------------------------------
สิ่งที่ยอมรับไม่ได้สำหรับผมก็คือ การไม่ยอมรับประวัติตามพุทธศาสนา กับตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ เหมือนที่ทุกนิกายของมหายานยอมรับ แต่นี่ลัทธินี้เล่นเอาประวัติไปผสมผสาน ยำรวมมิตร แต่งคำเท็จมิจฉาทิฏิฐิมากมายผสมลงไปในการสอนธรรม เป็นประวัติและคำสอนที่ไม่สามารถสืบค้นได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
พอใครมาพูดเรื่องหลักธรรม หรือประวัติในเชิงความเป็นจริงของศาสนาดั้งเดิม เพื่อเปรียบเทียบกับลัทธิใหม่ๆ ก็จะถูกตอบกลับมาแบบแถๆ ข้งๆคูๆว่า ไม่รู้จริง เป็นผู้ด้อยปัญญา ไม่เข้าถึงธรรม เป็นผู้มีบุญน้อย ผู้มีใจโลเล เป็นคนบาปหนัก บลาๆๆๆ.... หรือเป็นผู้สร้างความแตกแยกในวงการศาสนา ทั้งๆที่ไม่ได้ดูเลยว่า ลัทธิคุณเองแท้ๆที่สร้างประวัติบิดเบือน คำสอนบิดเบือนหรือแอบอ้างศาสนาอื่นๆเขาก่อน ทำให้เกิดความเสียหายต่อศาสนาดั้งเดิมเขา
เขาทางประมาณว่า แถเอาแต่ใจหลงตัวเองแบบตั๋งโต๊ะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบลิโป้ ตัวเองทรยศคนอื่นได้แต่คนอื่นห้ามทรยศข้าแบบโจโฉ คือตัวเองถูกแต่คนอื่นผิด
------------------------------------------------------------------
สรุปเกี่ยวกับ อนุตรธรรม ใครจะว่าเป็นพุทธ หรือเป็นเต๋า ก็แล้วแต่พวกคุณจะไม่ซีเรียสตามสไตล์คนไม่เจาะจงศาสนา หรือแค่ศาสนาทะเบียนบ้าน แต่สำหรับศาสนิกชนของ พุทธ หรือเต๋า หรือคริสต์อิสลามนั้น เขาได้ออกมาปฏิเสธกันตั้งแต่อดีตแล้วว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธินี้ คำสอนของลัทธนี้ปลอมแปลงประวัติและคำสอนของศาสนาดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น พุทธ เต๋า คริสต์ อิสลาม และศิษย์ของลัทธินี้ ย่อมไม่ใช่ศาสนิกชนของศาสนาดั้งเดิมด้วย
ทุกศาสนาล้วนสอนให้เป็นคนดีหมด และจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน หากคุณจะเป็นสีผสม ไม่ขาว ไม่ดำ เป็นสีเทา ก็อย่าบอกว่าคุณเป็นขาว เป็นดำ แต่คุณต้องบอกว่าคุณเป็นเทา สีย่อมเป็นสี สีย่อมมีคุณประโยชน์ของสีต่างกัน แต่อย่ามาเทียบ และอย่ามาอ้างเป็นสีนั้นสีนี้โดยไม่ยอมรับความจริงในสีของคุณ  
สิ่งที่ผมจะสื่อ ผมไม่ได้ต้องการให้เลิกนับถือศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่ง แต่ผมแค่ออกมาชี้แจง ให้รู้ว่าอะไรคือ ศาสนาพุทธ อะไรคือสีที่ถูกปนเปื้อน ใครจะนับถืออะไรก็ขอให้ยึดแบบนั้นอย่างมีปัญญา และมีจุดยืน หากคุณจะเป็นอนุตรธรรม ก็ขอให้เป็นอนุตรธรรม บอกไปเลยตรงๆว่า ไม่ใช่พุทธเต๋าคริสต์อิสลาม หรือศาสนาเดิมอื่นๆ ต้องบอกว่าคุณเป็นศาสนาหรือลัทธิอนุตรธรรม ลัทธินี้สอนแบบไหนก็ว่าไป มีความเชื่อไม่เหมือนแบบดั้งเดิม มีประวัติไม่เหมือนดั้งเดิม ไม่ใช่ไปสอนเขาแบบแอบแฝง
ย้ำนะครับ ผมไม่ได้ทำลายลัทธิใดของใครแบบเจาะจง ผมออกมาปกป้องศาสนาพุทธที่เป็นสรณะของผม และศาสนาเต๋าที่ผมเคยเคารพตามจารีตประเพณีจีน ผมออกมาชี้แจงหมดครับไม่ว่าจะเป็น ธรรมกาย พุทธวจน สันติอโศก ลัทธิมูน หรือลัทธิไหนๆที่เป็นลัทธิแอบแฝง และผมก็ไม่ได้พึ่งจะมาตีโพยตีพายเอาตอนไม่กี่วันนี้ ผมทำอย่างนี้มานานหากใครที่ติดตามอ่านบทความผมอยู่ประจำ หรือคุยกับผมประจำจะสามารถรู้ได้ครับ
การจะมาแย้งว่าผมศึกษามาไม่พอ ปฏิบัติมาไม่พอ บำเพ็ญมาไม่พอ เรื่องนี้เป็นปัจจัตตังครับ ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปศึกษาหลักธรรมอะไรของลัทธิคุณมากมายถึงขั้นต้องบรรลุในแบบของคุณ ผมแค่ดูประวัติ ดูกิจกรรม ดูคำสอน ดูจรรยา แค่นี้ก็พอตัดสินได้ด้วยปัญญาแล้วครับว่าเป็นอย่างไร
ผมไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้ในประเด็นเหล่านี้ เพราะผมถือว่าพูดจบแล้ว เคลียร์จบแล้ว ใครจะมาแถ มาโจมตีผมก็ขอให้ทราบไว้ด้วยครับว่าผมจะไม่ขอตอบโต้ใดๆ เพราะขี้เกียจ กับป่วยการเปล่าๆ
ผมสอนสหายธรรมผมอยู่เสมอๆ เวลามีผู้มาขอสนทนาธรรมว่า ผมไม่เคยห้ามว่าจะนับถือศาสนาลัทธิไหน แต่หากเป็นพุทธขอให้ศึกษาดูว่า อะไรคือพุทธ อะไรคือคำสอนของพุทธ อะไรคือคำสอนของผู้ที่แต่งแต้มเติมสีเข้าไปใหม่ และอะไรที่สมเหตุสมผล ขนาดพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าอย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงสอน แต่ให้นำมาปฏิบัติพิสูจน์จนเห็นผลประจักษ์ต่อสายตาตนเองว่าสิ่งที่ท่านทรงสอนนั้นเป็นคุณประโยชน์ ถึงจะค่อยเชื่อถือ ไม่ใช่เชื่อถือศรัทธาเพราะฟังๆเขามาแบบไร้ปัญญาพิจารณา ตัวผมเองเป็นพุทธบริษัทที่ห่างจากพระองค์มา2600ปี ผมจะเอาอะไรมาให้คุณเชื่อ เพราะขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่ให้เชื่อท่านเลย แล้วผมพูดอะไรไปมันน่าเชื่องั้นหรือ ดังนั้น จึงควรศึกษาเปรียบเทียบ ปฏิบัติ พิจารณาด้วยตนเองดีกว่า ว่าอะไรมันเกิดคุณประโยชน์ที่แท้จริง   
อีกอย่างครับ ถึงผมจะเป็น เถรวาท แต่ผมไม่ได้เป็นพวก “ติ่งพระไตรปิฎก” ที่สุดโต่ง สุดเพี้ยน ตีความเข้าข้างตัวเอง หรือชอบมโนไปว่าตัวเองดำเนินตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ และโจมตีแนวทางกุศโลบายของครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนต่างๆว่าเป็นแนวทาง ไสยศาสตร์
ทุกวันนี้ผมสนทนาธรรม ผมมักจะย้ำเตือนสหายธรรมอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งนั้นมีคุณประโยชน์อยู่ที่เรามอง แต่มันต้องไม่ขัดกับหลักความจริง และไม่สร้างความเดือนร้อนเสียหายให้ใคร ครูบาอาจารย์บางท่านทำไมท่านทำน้ำมนต์ วัตถุมงคล ทั้งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอน สิ่งเหล่านี้เป็นอุบายนำพาไปสู่การยังศรัทธาที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น เป็นการอุบายธรรมแฝงไว้ในจารีต ประเพณี และวัตถุ เป็นเพียงเปลือกเป็นเพียงกระพี้ของต้นไม้ แน่นอนว่าสำหรับบางคนไม่สามารถเข้าถึงแก่นได้ในทันที นั่นก็ย่อมต้องอาศัยเปลือกไว้ก่อน ให้จดจำเปลือกให้ได้ก่อนว่านี่คือเปลือกต้นอะไร จะศึกษาอะไรควรจะศึกษาให้ครอบคลุม ลงลึกในหลักการและเหตุผล อะไรที่มันอนุโลมได้ ผ่อนปรนผ่อนผันได้ โดยที่เกิดประโยชน์แล้ว ผมไม่เคยปฏิเสธ เพราะโดยนิสัยผม ผมชอบการประยุกต์ การอธิบายโดยพิสดารอยู่แล้ว (ใครฝึกคาราเต้กับผม จะทราบได้ว่าการสอนผมจะไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไม่เหมือนตำรา แต่การสอนนั้นก็มุ่งตรงที่แก่นคือพื้นฐานและการส่งแรงด้วยความถูกต้องของกรอบความเป็นมาตรฐาน)  

หวังว่าสาธุชนทุกท่านจะสามารถเข้าใจ “พระพุทธศาสนา” ได้มากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ สีขาวสีขุ่นได้หมองได้ แต่อย่าไปเป็นสีเทา (ปล. เป็นแค่การเปรียบเทียบนะครับ ไม่ได้หมายความว่าศาสนาอื่นจะเป็นสีดำ ซึ่งมักจะหมายถึงความชั่วร้าย เป็นแค่การเปรียบเทียบศาสนาดั้งเดิมที่สอนๆกันมาเป็นสีขาวบริสุทธิ์ สีดำเป็นสิ่งที่สอนผิดแปลกไปจากดั้งเดิม ความขุ่นความหมองคือหมายถึงการที่อาจจะมีขาดตกบกพร่องในการนับถือนั้นๆบ้าง เช่น ผิดศีล ทำบาปกรรม อกุศลอะไรไปบ้าง แต่ศรัทธาก็ยังคงขาวบริสุทธิ์อยู่ ไม่ใช่สีเทาที่กลายสี กลายพันธุ์ออกไป)

---------------------------------------------------------------------------------
ข้างล่างนี้เป็นกระทู้เก่าที่เคยพิมพ์ไว้ครับ
---------------------------------------------------------------------------------
คนไทย และคนจีน ควรศึกษา
-----------------------------------
ศาสนาพุทธมหายาน ศาสนาเต๋า และลัทธิอนุตรธรรม
----------------------------------
หลายคนที่เป็นคนจีน(ทั้งในจีน และทั้งคนจีนโพ้นทะเล รวมถึงไทย) และคนไทย มักจะไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาแบบมหายาน จะรู้ก็รู้เพียงแต่ว่า เคารพพระโพธิสัตว์กวนอิม พระพุทธเจ้าหลายๆองค์ เทพ พระโพธิสัตว์มากมาย รวมถึงพระอรหันต์ต่างๆ และที่ดังที่สุดก็คือ อรหันต์จี้กง
ขอแค่เพียงว่า ที่ไหนมีเทวรูป พุทธรูปเหล่านี้อยู่ ที่นั่นย่อมถือว่าเป็นวัดจีนไปโดยปริยาย และก็หลับหูหลับตาไหว้ บูชากันอย่างงมงาย
คำสอนก็ไม่ได้ศึกษาเอาเลยว่าอันไหนเป็นอย่างไร ขอแค่อ่านดู ฟังดูแล้วรู้สึกว่าสอนดี เป็นธรรม และอ้างชื่อเทพพระโพธิสัตว์พระอรหันต์พระพุทธเจ้า แค่นี้ก็เชื่อถือกันแล้ว
---------------------------------
อย่างแรกที่จะบอกคือ ศาสนาพุทธไม่ว่าจะด้วยนิกายไหนก็ตาม ไม่มีคำสอนที่มาจากร่างทรง ต่อให้จะทรงพระพุทธ ทรงพระโพธิสัตว์ ทรงพระอรหันต์ เหมือนที่ลัทธิบางลัทธิชอบอ้างว่าพระอรหันต์จี้กงทรงบัญชา ทรงชี้นำคำสอน ทรงรับสั่งบลาๆๆๆ.....
---------------------------------
อย่างที่สอง ให้กรุณาสังเกตดีๆ สถานที่ที่ใช้เปิดนั้น จะไม่เป็นมูลนิธิ.....หรือเป็นห้องธรรม สถานธรรม(佛院ฝอเยวี่ยน)
ถ้าสถานที่ไหนใช้ชื่อเป็นมูลนิธิ....หรือชื่อภาษาจีนเป็น ฝอเยวี่ยน(สถานธรรม ห้องธรรม) ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นลัทธิอนุตรธรรม
ถ้าหากบางที่ใช้ชื่อเป็น ฝอถัง(佛堂)(ห้องพระ ตำหนักพระ มันจะแปลคล้ายๆกับ ฝอเยวี่ยน) บางทีอาจจะเป็นพุทธมหายานแท้ หรือลัทธิอนุตรธรรมก็ได้ ให้ใช้วิธีสังเกตดังนี้
การตั้งพระประธานโดยปรกติพุทธมหายานจะไม่ตั้งพระอริยเมตไตรเป็นพระประธาน แต่จะตั้งประธานเป็นสองอย่างหลักๆคือ
แบบนิกายสุขาวดี จะตั้ง พระอมิตภะพุทธเจ้าคู่กับพระโพธิสัตว์สองพระองค์คือพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์(ไต่ซีจู้ผ่อสัก) พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวนอิมผ่อสัก)
และในนิกายอื่นๆของมหายานส่วนมากจะตั้งประธานเป็นสามองค์คือ พระโคตมพุทธเจ้า(เสกเกียมุนิฮุก) พระอมิตาภพุทธเจ้า(ออนี้ทอฮุก) พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า(เอี้ยซือฮุก) โดยมีพระเวทย์โพธิสัตว์(อุ่ยท้อผ่อสัก)ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามและหันหน้าเข้าหาพระประธาน และหลังอุ่ยท้อผ่อสักจะเป็น พระอริยเมตตรัยโพธิสัตว์(หมีเหล็กผ่อสัก)
หากเห็นการตั้งพระประธานสองแบบนี้ ก็สามารถเชื่อได้ว่าเป็นพุทธมหายานแท้
สิ่งที่น่าสังเกตุอีกอย่างคือ การตั้งรูปหล่อของพระจี้กง และใกล้ๆจะมีกวนกง(กวนอู) โดยกวนกงนี้หากใครอ่านภาษาจีนได้ต้องสังเกตว่าเขียนว่าเป็นชื่ออะไร หากเขียนว่าเป็น พระวิหารบาลโพธิสัตว์ หรือพระสังฆารามโพธิสัตว์(แคน้ำผ่อสัก)ก็ถือว่าเป็นพุทธมหายาน เพราะพุทธมหายานรับกวนอูเป็นหนึ่งในโพธิสัตว์ที่คุ้มครองพุทธสถาน แต่ลัทธิอนุตรธรรม จัดกวนกงเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ ดังนั้นชื่อจึงเปลี่ยนไปเป็น กวนเส่งตี่กุง
------------------
ฝอเยวี่ยน จะเป็นสถานที่ที่ใช้ในการสอนก็ได้ ทำศาสนพิธีก็ได้ ซึ่งลัทธิอนุตรธรรมนั้นจะเน้นทั้งสอนเผยแพร่ และทำศาสนพิธีกันในฝอเยวี่ยน หรือที่เรียกภาษาไทยกันในวงการว่า "สถานธรรม"

ฝอถัง จะเป็นสถานที่ที่บ้านเราเรียกว่า "โรงเจ" จะเป็นสถานที่ที่ อุบาสก อุบาสิกาในพุทธศาสนามหายาน ได้รับศีลอุโบสถ มาทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งทางมหายานจะมีการประกอบพิธีของทางฆราวาส โดยให้ฆราวาสแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ 
โรงเจ บางแห่งต้องดูด้วยว่า เป็นของพุทธ หรือของเต๋า ทั้งสองศาสนาจะไม่เหมือนกัน แต่เชื่อได้ว่าคนจีนในไทยโดยทั่วไปจะไม่สามารถแยกกันออก เนื่องจากขนบธรรมเนียมจารีตของจีนนั้นเชื่อมโยงความศรัทธาทั้งพุทธและเต๋า (แต่ไม่ใช่อนุตรธรรม)
------------------
ทีนี้หลักการที่สามคือ สังเกตสาวกลัทธินี้มักจะพูดว่า ทุกศาสนาสอนเหมือนกันคือความดี เพราะมีรากฐานมาจากแหล่งเดียวกัน ทุกศาสนา ทุกคนบนโลกนี้เป็นพี่น้องกัน ไม่ควรแบ่งแยก บลาๆๆๆๆ......
คือฟังแล้วมันก็มีเหตุผลดี มันก็ถูก แต่ทั้งหมดมันจะโยงเข้าสู่หลักธรรมและประวัติอันบิดเบือนของลัทธินี้ โดยการ จับพุทธผสมเต๋าเสริมขงจื้อ แซมๆด้วยคริสต์กับอิสลาม (ต้องหาอ่านเอง ดราม่าเยอะมาก)
และชอบพูดเกี่ยวกับ อภิปรัชญา ว่าด้วย ความว่าง ความไม่ยึดติด แม้ธรรมก็ไม่สามารถยึดได้ อะไรทำนองนี้ โดยเอาต้นแบบมาจากหลัก อภิปรัชญาของทางมหายานว่าด้วย อสังขตธรรมที่เป็นเหนือกว่านิพพาน (ในนิกายของมหายานบางนิกาย อสังขตธรรมนี้อยู่เหนือนิพพาน แต่บางนิกายถือเหมือนเถรวาทว่า อสังขตธรรมคือนิพพาน) หรือในศาสนาเต๋า ว่าด้วย มรรคา(เต้า) ความว่างก็ยังไม่ว่างเพราะในความว่างก็มีกรอบของความว่าง ต้องไม่มีความคิดว่าว่างา ถึงจะว่าง (งงไหม ภาวะเต้า ของเต๋า กับภาวะ อสังขตธรรมของมหายานบางนิกายจะเหมือนกัน) คือถ้างงเนี่ย ก็จะโดนลัทธินี้ลวงได้ง่ายครับ เพราะฟังแล้วมึนๆก็เลยคิดว่าลึกซึ้ง และสุดท้ายก็จะหลวมตัวไปตามน้ำกับลัทธินี้ได้ง่ายเลย
----------------------
หลักการที่สี่
ลัทธินี้จะไม่มีนักบวช ไม่มีพระสงฆ์ ไม่มีอุบาสก อุบาสิกาที่ได้รับศิลอุโบสถตามแบบของมหายานในการทำศาสนพิธี
แต่ลัทธินี้จะมี ผู้อาวุโส และผู้บรรยายธรรม และการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ลัทธินี้ดำเนินกิจกรรมในรูปแบบศาสนาไม่ได้ จึงเข้ามาในรูปแบบของ มูลนิธิเพื่อการกุศลต่างๆ ซึ่งก็เหมือนกับมูลนิธิการกุศลทั่วไป แต่ก็จะมีแอบแฝงโดยการสอนธรรมเป็นบางครั้งบางคราวมอมเมาเด็ก และชาวบ้านที่ไม่รู้ธรรม
-----------------------
หลักการที่ห้า
ลัทธินี้จะอ้าง รับธรรมะ รับการชี้แนะ บำเพ็ญแล้วตายไปร่างกายจะผ่องใส มีสีเหลืองทอง ไม่ดำคล้ำ ไม่แข็งกระด้างน่ากลัวเหมือนคนทั่วไป (ลัทธินอกรีตมักจะอ้างแบบนี้ทุกลัทธิ หากินกับศพ) ซึ่งศพที่จะเป็นแบบนี้มันมีเหตุปัจจัยอยู่ ทางการแพทย์มีอธิบายครับ(หาอ่านเอาเอง ในเน็ทมีเยอะ) ถ้าจะอ้างปาฏิหาริย์แบบนี้ ปฏิบัติจนศพขึ้นพระธาตุ ไม่เน่า กระดูกแปรสภาพเป็นแก้ว แบบพระเกจิอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่เจ๋งกว่าหรอ
และชอบอ้างว่า รับธรรม อธิษฐานต่อพระโพธิสัตว์ หรือจี้กงแล้วจะหายไข้ หายป่วย บลาๆๆๆๆๆ อย่างเจ้าลัทธินี้ชื่อว่า ผู้อาวุโส......มักจะเล่าประวัติตัวเองว่า ป่วยรักษาไม่หาย พอมารับธรรมะปุ๊บหายปั๊บ อะไรประมาณนั้น(วิธีนี้ใช้กันเยอะเกือบทุกลัทธิ ของคาทอลิคบางประเทศแทบใกล้ๆไทยเราก็มีบาทหลวงผู้ทรงการภาวนา สามารถขอพระพระเยซูให้รักษาโรคร้ายให้หายได้ในพริบตา)
-------------------------
จริงๆมีอีกเยอะครับ ต้องลองศึกษา และหาอ่านต่อไปเองในเน็ท เพราะไม่มีหนังสือขาย
หวังว่าหลักๆที่ผมให้ไป4-5ข้อจะมีประโยชน์สำหรับทุกท่านนะครับ
---------------------
บางทีคนมักจะคิดว่า ก็เขาสอนให้คนทำดี แล้วจะไปขวางทำไม
คือมันก็เป็นการนำประวัติ นำคำสอนของศาสนาอื่นๆมาบิดเบือน แล้วติ๊ต่างไปว่าเป็นของตัวเอง มีการสร้างพระเจ้าขึ้นมาใหม่ และกดขี่ศาสนาเดิมๆลงไป สำหรับผมมันก็คือการโกหกและดิสเครดิตลบหลู่ศาสนาเดิมๆ

ผมจะไม่วุ่นวาย ไม่โจมตีอะไรเลย หากลัทธินี้ไม่เอาชื่อศาสนาเดิมๆ ไม่เอาชื่อครูบาอาจารย์ในศาสนาอื่นๆมาอ้าง คือจะสร้างลัทธิใหม่ก็สร้างใหม่ทั้งพระเจ้า ประวัติ เทพเทวดาอะไรก็สร้างใหม่ไปเลย อย่ามาอ้างกันแบบนี้

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

บทสัมภาษณ์ อ.ยิ่งยง จงทวีธรรม เกี่ยวกับคาราเต้ (บทสัมภาษณ์เก่าปี2012)

     คาราเต้ เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และกีฬาต่อสู้ชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก แต่ในประเทศไทยของเรานั้นน้อยคนนักที่จะรู้จักคาราเต้อย่างแท้จริงว่าเป็นกีฬาอย่างไร ในวันนี้ทีมงานของเราได้เชิญศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพท่านหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือท่านหนึ่งในวงการคาราเต้ประเทศไทย และยังเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับคาราเต้อย่างกว้างขวาง รุ่นพี่ท่านนี้ก็คือ คุณยิ่งยง จงทวีธรรม หรือพี่ตี๋นั่นเอง ปัจจุบันพี่ตี๋นอกจากจะรับสอนคาราเต้ตามที่ต่างๆแล้ว ยังเป็นทั้งผู้ฝึกสอนคาราเต้ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และยังเป็นกรรมการตัดสินของสมาคมคาราเต้แห่งประเทศไทยอีกด้วย ครั้งนี้พวกเรานอกจากจะได้รับความรู้ในด้านคาราเต้แล้ว เรายังได้ทราบถึงชีวิตคร่าวๆของพี่ตี๋อีกด้วย
            “คาราเต้เป็นวิชาการต่อสู้ชนิดหนึ่งที่เน้นฝึกตนเองให้ร่างกายกับจิตใจรวมเป็นหนึ่ง โดยมีแนวคิดสูงสุดคือใช้แรงให้น้อยที่สุดก่อเกิดแรงที่มากที่สุดในการโจมตีหรือป้องกันตัวเอง และเป็นวิชาที่ไม่ทำร้ายผู้อื่นก่อน คาราเต้จึเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ที่ลึกซึ้งมาก” พี่ตี๋กล่าวถึงภาพรวมของสิ่งที่เรียกว่าวิชาคาราเต้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงคาราเต้ในมุมมองของกีฬาอีกด้วย“คาราเต้ฝึกเพื่อควบคุมการโจมตีของตัวเองออกให้เร็วแรงที่สุด แต่จะต้องหยุดหมัดเมื่อถึงตัว ไม่ทำร้ายคู่ต่อสู้ นี่ถึงจะเรียกได้ว่าสิ่งที่สุดยอด และเป็นเสน่ห์ที่สุดของคาราเต้ ซึ่งการแข่งขันคาราเต้ก็นำจุดนี้มาพัฒนาเป็นกฏกติกาการแข่งขันของคาราเต้ด้วย”
            พี่ตี๋เล่าว่า การมาพบกันระหว่างหนุ่มน้อยขี้กลัวร่างกายแสนจะบอบบางอ่อนแอกับวิชาต่อสู้ที่แลดูโหดร้ายนี้พบกันได้อย่างไรนั้น มันเริ่มมาจากตอนสมัยมัธยม เนื่องจากร่างกายผอมๆแถมขี้กลัว จึงทำให้โดนเพื่อนๆแกล้งอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่งทนไม่ไหว คิดได้ว่าตัวเองปกป้องตนเองไม่ได้ แล้วจะไปดูแลน้องสาวสองคนกับแฟนในอนาคตได้อย่างไร จึงคิดหาทางออกโดยการฝึกศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อปกป้องตัวเอง และน้องสาวสองคน  ซึ่งกีฬาที่เลือกฝึกคือกีฬาคาราเต้โด ของชมคาราเต้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยมีเซนเซ(อาจารย์) และรุ่นพี่สายดำเป็นผู้สอน  และเมื่อฝึกมาได้ประมาณ 4 ปี ก็ได้ผ่านการสอบระดับสายดำระดับขั้นแรกหรือหนึ่งดั้ง เมื่อมีการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาทีมชาติในปีนั้น รุ่นพี่หลายท่านบังคับให้ไปแข่งขันด้วย โดยที่รุ่นพี่บอกว่า ลองไปแข่งดู เพื่อวัดระดับฝีมือของตัวเองว่าทำได้หรือไม่  ถ้าเราทำได้ ได้รับการคัดเลือกแต่เราไม่สมัครใจอยากจะเป็น เราก็สามารถถอนตัวออกมาได้”  จากการไปแข่งคัดตัวทีมชาติครั้งนั้น ผลที่ได้คือผ่านการคัดเลือก แต่รุ่นพี่นั้นกลับคำพูด ”ตี๋ ในสำนักของเรามีตี๋คนเดียวนะที่ติดทีมชาติ จะปล่อยให้สำนักอื่นเค้ามีหน้ามีตากว่าเราหรอ สายดำที่ได้มาหน่ะค้ำคอแกอยู่นะ” รุ่นพี่กล่าว พี่ตี๋เล่าเรื่องนี้พร้อมกับหัวเราะออกมา และนี่กลายเป็นจุดพลิกผันของคนที่ฝึกฝนคาราเต้โดยไม่สนใจการแข่ง แต่แล้วกลับต้องมาเป็นนักกีฬาเพื่อการแข่งขัน
            คาราเต้โดไม่ใช่แค่เป็นกีฬาที่สอนให้เราต่อสู้และใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วคาราเต้โดสอนการห้ามใช้ความรุนแรงในการต่อสู้  สอนให้รู้จักการฝึกวินัย  ความอดทน  สมาธิ  ความคิด  ประสาทสัมผัส  ของตัวเราจากการฝึกรูปแบบคาราเต้โด เราต้องฝึกร่างกายของตนเอง ให้พร้อมกับท่าทางในการต่อสู้ ฝึกสมาธิ สายตาของตนเอง  และพี่ตี๋เสริมต่อว่า  กีฬานี้นอกจากจะเสริมสร้างพลานามัยและยังเสริมบุคลิกภาพตัวเอง ในสมัยก่อนผมเป็นคนที่ใจร้อนมาก  พอฝึกคาราเต้ทำให้ผมใจเย็นลงและทำให้ผมมีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้น และระบบการฝึกของคาราเต้ยังสอนให้รู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตน  ถ้าเราไม่มีวินัยหรือความเป็นมนุษยธรรม เราก็จะไม่ได้รับการฝึกฝนหรือพัฒนาตนเองเลย ดังนั้นผมคิดว่า คาราเต้เป็นอะไรที่สุดยอดเพราะทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง
            “ในการฝึกคาราเต้ เซนเซซึ่งเป็นอาจารย์ชาวญี่ปุ่นจะสอนในรูปแบบตายตัว ยึดพื้นฐานตายตัวเกินไป ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ดีวิธีหนึ่ง โดยการฝึกหากทำไม่ได้ หรือไม่เข้าใจก็จะต้องทำไปเรื่อยๆ ทำไปให้เยอะๆ จนกว่าจะเข้าใจไปเอง ซึ่งตรงจุดนี้เป็นวิธีการฝึกมาแต่โบราณ เพราะคาราเต้ต้องฝึกหนักจนร่างกายจดจำผ่านกล้ามเนื้อ ไม่ใช่จดจำโดยการใช้สมอง แต่ผมคิดว่าการสอนวิธีนี้ไม่สามารถสอนให้คนหลายคนสามารถเข้าใจได้เหมือนกันหมด เพราะแต่ละคนมีทักษะ มีความเข้าใจไม่เหมือนกัน  การสอนสำหรับผมจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการให้เข้ากับแต่ละบุคคล ต้องดูว่าผู้ที่ฝึกแต่ละคนขาดอะไร  ต้องเสริมอะไร เน้นอะไร มีความเข้าใจด้านไหน เราจึงค่อยเสริมไปทีละนิดๆ ซึ่งการสอนจะไม่ตายตัวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาแต่เราก็ยังคงมาตรฐานเดิมอยู่เพื่ออนุรักษ์แนวทางการฝึก และระบบโดโจ(ระบบโรงฝึกของญี่ปุ่น)” พี่ตี๋กล่าวถึงวิธีการสอนในรูปแบบของตนเอง   
            เมื่อพูดถึงการฝึกคาราเต้ ในปัจจุบันผู้ที่เข้าใจศาสตร์คาราเต้อย่างแท้จริงนั้นยังหาได้น้อย โดยเฉพาะในประเทศไทย ทั้งที่คาราเต้ในประเทศไทยกำลังพัฒนา แต่กลับพัฒนาเฉพาะด้านการกีฬาเท่านั้น แต่ความรู้ความเข้าใจของวิถีทางแห่งคาราเต้นั้นกลับถดถอยลง ดังนั้นพี่ตี๋จึงได้ให้แนวทางการฝึกฝนคาราเต้กับเด็กรุ่นใหม่ด้วยว่า “การจะฝึกคาราเต้ให้ได้สำเร็จนั้นสิ่งแรกที่จะต้องมีคือความถ่อมตน หากมีความถ่อมตนแล้วใจย่อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา เมื่อมีความถ่อมตนแล้วใครเห็นใครก็อยากที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับเรา สิ่งที่สองต้องมีมานะอดทน ทนฝึกท่าเดิมๆเป็นร้อยเป็นพันรอบจนกว่าจะเข้าใจ สามต้องรู้จักตัวเอง เมื่อทำท่าใดท่าหนึ่งต้องรู้ว่าร่างกายเราเคลื่อนไหวอย่างไร การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน เราต้องหาความแตกต่างนี้ให้เจอ เมื่อเจอแล้วก็จะรู้ว่าตัวเองกำลังขาดเกินส่วนไหนอยู่ สี่อย่าคิดที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ คิดว่าไม่จำเป็นต้องแพ้ก็เพียงพอแล้ว เพราะการเอาชนะคู่ต่อสู้นั้นทำให้เกิดความเกร็ง ความตึงเครียด อีกทั้งยังทำให้เกิดความประมาทอีกด้วย เพียงคิดแต่จะทำตัวเองให้พัฒนาตนเองขึ้นไปเรื่อยๆก็พอแล้ว หากเอาชนะตนเองได้ ก็จักชนะผู้อื่นได้เช่นกัน”
            “น้องๆรู้ไหมว่าจริงๆแล้วพี่เป็นคนที่เกลียดการเอาชนะที่สุด เป็นคนที่ไม่ชอบการแข่งขันเอามากๆ ทำไมเราต้องไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับคนอื่นด้วย เราเพียงแค่ทำตัวเองให้ดีต่อไปเรื่อยๆ และดีขึ้นเรื่อยๆก็พอ” พี่ตี๋พูดถึงตอนนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นความคิดในการผันตัวเองให้กลายเป็นผู้ฝึกสอน และกรรมการตัดสินกีฬาคาราเต้ “เพราะความเกลียดการแข่งขันของผมหล่ะมั๊งที่ทำให้ผมเลือกที่จะฝึกเพื่อพัฒนาตนเองมากกว่าที่จะเลือกตำแหน่งแชมป์ และความเกลียดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือผมเกลียดการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงโดยไร้เหตุผล และต่อให้มีเหตุผลก็ตาม แต่หากเกินความจำเป็นเพียงนิดเดียวผมก็ไม่สนับสนุน นี่คงจะเป็นสิ่งที่ผลักดันทำให้ผมฝึกคาราเต้เพื่อป้องกันตัวเองมากกว่าที่จะไปต่อสู้กับคนอื่น ซึ่งมันก็ตรงกับคำสอนของปรมาจารย์รุ่นก่อนๆว่า คาราเต้จะไม่ลงมือก่อน แต่รู้ไหมว่ายิ่งฝึกตามแนวทางที่ปรมาจารย์กล่าวไว้ มันยิ่งทำให้เราเข้าใจคาราเต้มากขึ้น ผมเลยเลือกที่จะเผยแพร่คำสอนของอาจารย์รุ่นก่อนๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจ เพราะนักคาราเต้รุ่นใหม่ๆละเลยที่จะฝึกตามแนวทางที่มีมาแต่โบราณ สนใจคาราเต้เพียงแค่คาราเต้เป็นกีฬาที่นำมาซึ่งความเท่ห์ ชื่อเสียง และเงินทอง ทั้งที่คาราเต้มันมีอะไรมากกว่านั้น ผมก็อยากจะสอนไอ้สิ่งที่เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักกันนี่แหล่ะ ส่วนการเป็นกรรมการตัดสินนั้นก็เป็นอีกบทบาทหน้าที่หนึ่งที่จะสามารถช่วยผลักดันนักกีฬาให้พัฒนาตนเองขึ้นได้ เพราะหากกรรมการดี นักกีฬาก็จะได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของตนเองและนำกลับไปพัฒนาได้” พี่ตี๋เล่าถึงตรงนี้ก็พูดยิ้มๆออกมาอีกว่า “ถ้าโค๊ชของนักกีฬามองออกหมดว่านักกีฬาของตนเองผิดพลาดอะไรควรจะต้องแก้ไขตรงไหนบ้าง ป่านนี้นักกีฬาทุกคนก็เก่งกาจกันหมดแล้ว ไม่ต้องตัดสินกันหรอกว่าใครแพ้ใครชนะ แต่เป็นเพราะกรรมการมองเห็นในสิ่งที่โค๊ชมองไม่เห็นต่างหาก จึงสามารถที่จะพัฒนานักกีฬาได้ คงไม่มีใครมองแคบๆว่ากรรมการตัดสินให้นักกีฬาแพ้เพราะกรรมการห่วยหรอก ฮ่าๆ” พี่ตี๋กล่าวไปหัวเราะไป
            เมื่อพูดถึงความสำเร็จในด้านคาราเต้ของพี่ตี๋ อาจจะพูดได้ว่าเป็นอันดับต้นๆของประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะเป็นแชมป์ประเภทคาตะ(ท่ารำ)มาหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัย ครั้งที่38 จามจุรีเกมส์ ปี2554 พี่ตี๋ยังสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทท่ารำ และเหรียญเงินในประเภทต่อสู้อีกด้วย อีกทั้งยังได้รับเชิญจากกองพันทหารราบที่สิบเอ็ดรักษาพระองค์ ให้เข้าไปสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับกองทหารราชองครักษ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้พระองค์ท่านโดยการสอนทหารส่วนพระองค์ และนอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้ไปเข้าร่วมโครงการฝึกคาราเต้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยฮิโตสึบาชิประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนคาราเต้ในค่ายนี้ ซึ่งต้องสอนคาราเต้ให้ทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่น
            นอกจากคาราเต้แล้ว ในบางครั้งยังเห็นพี่ตี๋กำลังฝึกมวยไทเก็กอีกด้วย จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทางทีมงานสงสัยกันเหลือเกินว่ามวยไทเก็กคืออะไร และทำไมถึงฝึกมวยไทเก็ก “ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะหลงใหลในศิลปะการต่อสู้อย่างมาก และวิชามวยอีกชนิดหนึ่งที่ผมให้ความสนใจไม่แพ้คาราเต้คือ มวยจีนไทเก๊ก ไทเก็กเป็นมวยที่เคลื่อนไหวช้าๆเพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เรียนรู้การทำงานของร่างกาย เมื่อสามารถควบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายก็จะสามารถใช้ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งไทเก็กยังเป็นการบำบัดร่างกาย ฟื้นฟูสภาพร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม ที่ผมชอบฝึกไทเก็กก็เพราะเหตุผลนี้ และที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติเรื่องการใช้แรงน้อยชนะแรงมาก อ่อนสยบแข็งของไทเก็กนั้น ก็เป็นขั้นสูงสุดของคาราเต้เช่นกัน ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะศึกษาสองศาสตร์นี้ไปควบคู่กัน ซึ่งทั้งสองศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ไม่มีวันจบ”
CR: กลุ่มรุ่นน้องนักศึกษาเอกไทย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บทความปี 2012

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

อำนาจและบารมี ล้วนมีเหตุปัจจัย แล้วอะไรคือสิ้นเหตุสิ้นปัจจัย บทสนทนาธรรมระหว่างพระรูปหนึ่งกับโยมคนหนึ่ง

บทสนทนาธรรมระหว่างพระรูปหนึ่งกับโยมคนหนึ่ง
---------------------------------
โยม- ทำอย่างไรถึงจะมีบารมี และอำนาจหรือคะ

พระ- ก็ต้องไปขอเจ้าอาวาสกับ พระวิปัสสนาจารย์วัดนี้ท่านหล่ะนะ เพราะท่านชื่อ ปารมี กับอำนาจ

พระ- ฮ่าๆๆ ทำอย่างไรถึงจะมีบารมี และอำนาจหรอ จะว่าไงดีนะ แล้วโยมคิดว่า บารมีกับอำนาจเนี่ยมันมาได้อย่างไรหล่ะ ไม่ต้องไปคิดถึงอดีตชาตินะ เอาแค่ปัจจุบันนี่แหล่ะ

โยม- อืมมมมมมมม.......

พระ- เราอยากให้ใครทำกับเราอย่างไร เราก็ควรทำอย่างนั้นกับเขาก่อน โยมอยากเป็นคนมีบารมี มีอำนาจ โยมก็ต้องทำตัวเองให้ดีก่อน บารมีเนี่ย โยมก็ต้องทำตัวให้เป็นคนดี มีเมตตา รู้จักเกรงอกเกรงใจคนอื่น อ่อนน้อมถ่อมตน ตั้งมั่นอยู่ในความดี ทำดีกับผู้อื่น แล้วคนอื่นเขาก็จะรักเราเหมือนที่เรารักเมตตาเขา จะเกรงใจเราเพราะเกรงในบารมีความดีของเรา เขาก็จะช่วยเหลือเราเพื่อตอบแทนในความดีของเรา นี่แหล่ะบารมีเขาวัดกันที่ตรงนี้ ส่วนอำนาจเนี่ยมันก็เกิดจากบารมีของโยมนี่แหล่ะ ว่าโยมตั้งมั่นในศีลธรรมมากขนาดไหน ตั้งมั่นในความดีมากขนาดไหน คนทั่วไปเขาเกรงกันที่ความดี เขาไม่ได้เกรงกันที่อิทธิพล อิทธิพลมันของจอมปลอม แต่ความดีนี่มันของจริง

โยม- เจ้าค่ะ

พระ- มันก็ต้องขึ้นกับว่าโยมจะสร้างกรรมแบบไหนนั่นแหล่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง เหตุต้นผลกรรม ทุกสิ่งมีเหตุปัจจัย บารมีกับอำนาจมันก็เกิดด้วยกรรมนี่แหล่ะ ใช่ว่าอยู่ดีๆมันจะมีมาเลย อย่างว่านะ เราไม่ต้องไปมองถึงอดีต เรามองปัจจุบันชาติก็พอ ถ้าเราไม่ทำตัวให้ดี ไม่ทำตัวให้น่าคบหา น่าเชื่อถือ น่าเกรงขาม แล้วใครเขาจะมาเชื่อฟังเรา มาอยู่ใต้อาณัติเรา เราคิดไม่ดีกับเขาเขาก็คิดไม่ดีกับเรา มันก็เท่านั้นเอง

พระ- แต่อย่างพวกคนที่เขามีบริวาร มีอันจะกินทั้งหลายเนี่ย ทำไมบางคนเขาทำตัวไม่ดีแต่เขามีบริวารดี มีบารมีมีอำนาจ เรื่องแบบนี้เราก็ตอบได้แต่เพียงว่า นั่นก็เป็นผลกรรมของเขาที่เขาเคยสร้างเอาไว้เมื่อชาติก่อน บริวารเขาก็ตามมาถึงชาตินี้ แต่ถ้าชาตินี้เขาไม่สร้างกรรมดีให้เกิดบารมีเกิดอำนาจ เอาแต่กดขี่ข่มเหง บริวารเขาก็ไม่ตามเขาไปถึงชาติหน้าหรอก

พระ- บางคนที่ทำตัวดี แต่บริวารไม่ซื่อสัตย์ก็มีใช่ไหม นั่นก็เพราะเขาอาจจะทำกรรมไม่ดีไว้ในอดีต อาจจะเคยทำตัวไม่ดีกับเจ้านาย คดโกงทุจริตงาน ชาตินี้เขาเลยต้องมาใช้กรรมแบบนั้นให้ลูกน้องคดโกงไม่เชื่อฟัง หรือโดนลูกน้องหักหลังทรยศโกงกิน แต่ไม่ใช่ว่ากรรมเก่าดีหรือไม่ดีชาตินี้ก็จะไม่ทำอะไรเลยนะ ของแบบนี้มันสร้างกันได้ หากกุศลกรรมมันแซงหน้าอกุศลกรรมได้ หรืออกุศลกรรมมันหมดสิ้นไปแล้ว อานิสงค์ของกรรมดีที่เราเคยทำไว้ก็จะออกดอกออกผลให้เราได้เชยชมอิ่มหนำสำราญ

โยม- แล้วทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าหมดกรรมทั้งหมดแล้วหล่ะเจ้าคะ

พระ- อู๊ยยย สิ้นกรรมทั้งหมด คือเข้าพระนิพพานนะโยม มันหมายถึงว่าโยมต้องตัดได้ทุกอย่างสิ้นกิเลสหมด

โยม- นั่นสิเจ้าคะ เพราะกรรมมันก็มาเรื่อยๆ เราก็ผูกไปเรื่อยๆ
พระ- ใช่โยม กรรมเนี่ยหลักๆที่เรารู้มันมีสอง คือ อกุศล กับ กุศล กุศลเราทำดีชาติหน้าเราก็เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นมนุษย์บ้าง ถ้าเราทำชั่ว ก็จะเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัมภเวสีบ้าง หรือไปใช้กรรมในนรกบ้าง ดังนั้นไม่ว่าจะกรรมดีกรรมชั่ว มันก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างนั้นต่อไปไม่จบสิ้นสักที

โยม- แล้วทำยังไงถึงจะสิ้นไป พ้นไปได้หล่ะเจ้าคะ

พระ- ก็ทางที่พระพุทธเจ้าสอนนี่ไงโยม อริยสัจสี่ มรรคมีองค์แปดนี่ไง ทางดับทุกข์พระพุทธเจ้าก็สอนมาตลอด ทางพ้นทุกข์เนี่ยต้องใช้ปัญญาพิจารณา เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นทางเดียวที่สามารถหลุดพ้นได้ ที่อื่นไม่มี มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

โยม- อย่างนี้ก็ต้องนั่งสมาธิอย่างเดียวหรอเจ้าคะ

พระ- สมาธิมันมีสองแบบ คือวิปัสสนา กับ สมถะ การทำสมาธิแบบสมถะคือการทำให้จิตนิ่งจนเกิดฤทธิ์ เกิดอำนาจ แต่นั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้นของพระพุทธเจ้า ทางหลุดพ้นของพระพุทธเจ้าคือ วิปัสสนา สติปัฏฐานสี่ คือตามรู้กาย เวทนา จิต และธรรมตามความเป็นจริง การเจริญสติแบบวิปัสสนาเนี่ย เราจะทำในอิริยาบถไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่ง หรือเดินจงกรม ขอเพียงมีสติรู้ตัว แต่พื้นฐานก็คือนั่งสมาธิดูลมหายใจ หรือดูท้องพองยุบ ไม่ก็เดินจงกรมดูการเคลื่อนไหวของกาย นี่คือพื้นฐาน

โยม- แล้วมันจะตัดได้ยังไงหล่ะเจ้าคะ

พระ- มันก็อยู่ที่ปัญญาของโยมนี่แหล่ะ วิปัสสนาคือตัวปัญญา วิปัสสนาเนี่ยเราฝึกให้รู้ทันจิตกับกายตัวเอง เหมือนบางคนเนี่ยทะเลาะกับแฟนมา โมโหโกรธมาก พอเพื่อนมาห้ามบอกว่า ใจเย็นๆอย่าโกรธสิ ค่อยๆคุย มีสติหน่อย คุณเธอกลับตอบว่า โอ๊ย ฉันรู้ตัวเองดี ฉันไม่โกรธ ฉันมีสติดี ............เอ้า...........คุณเธอรู้หรอว่าเธอกำลังโกรธ ถ้ารู้แล้วทำไมยังโกรธอีกหล่ะ เพราะมันอดไม่ได้ใช่ไหม นั่นแหล่ะจิตมันตามอารมณ์ไม่ทัน มันหลงไปตาม โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าจิตมันตามทันมันก็จะรู้ว่าเออ...ช่างมันก่อน โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไอ้ที่มันอดไม่ได้นี่แหล่ะตัวดีเลยคุณโยม เพราะจิตมันตามไม่ทัน ดังนั้นนี่แหล่ะคือจุดประสงค์ในการฝึกวิปัสสนา ให้เรารู้ทันจิตตัวเอง

พระ- วิปัสสนา สติปัฏฐานสี่เนี่ยนะ แบ่งการฝึกเป็น กาย เวทนา จิต ธรรม ทีนี้กายคืออะไร กายก็คือพื้นฐานฝึกดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่นเดินซ้าย-ขวาสลับกันไป เดินไปเรื่อยๆใจไปคิดเรื่องที่บ้านซะแล้ว พอเรารู้ตัวก็ต้องหยุดแล้วก็กลับมาดูอาการของการเดินซ้ายขวาใหม่ หรือเรานั่งสมาธิดูลมหายใจ พอง-ยุบสลับกันไป อยู่ดีๆคิดเพลินไปถึงเรื่องธุรกิจเสียแล้ว ก็ต้องดึงจิตให้กลับมาสนใจการหายใจใหม่ เราต้องทำไปเรื่อยๆจนเกิดความชำนาญ จิตไม่วอกแวกสอดส่าย ไม่ได้มีใครเกิดมาแล้วสามารถทำได้เลยในทันทีหรอก

พระ- เมื่อเราเริ่มชินกับการดูกายแล้ว เราก็เริ่มนั่งสมาธิได้นานขึ้น เดินได้นานขึ้น อาการปวดเมื่อยก็เกิด นี่แหล่ะเวทนา เราก็ต้องมาพิจารณาว่า อ๋อ...นี่คือความปวด ปวดเพราะอะไร เมื่อรู้แล้วว่าปวดก็ปล่อยมันไป ถ้ามันไม่หายปวดก็ภาวนาให้จิตไปจับที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจนความปวดมันหายไป ตรงนี้สำคัญนะโยม บางทีอาการปวด เวทนาที่เกิดขึ้นมันหลอกเรา กายมันไม่ได้ปวดหรอก แต่ใจมันปวด เราต้องแยกให้ออก แยกรูปแยกนามให้ออก อย่างหลวงปู่บุดดาท่านอาพาธ แต่ท่านไม่เคยร้องอะไรเลย หมอก็ถามว่าหลวงปู่ไม่เจ็บเลยหรอ หลวงปู่ตอบว่า ก็กายมันเจ็บนี่ แต่ใจมันไม่เจ็บ ใจไม่จับที่กาย มันแยกกันแล้วมันจะเจ็บได้ยังไง ใจฉันยังสบายอยู่ นั่นคือท่านแยกรูปนามได้แล้ว แต่อย่างเรา เรายังต้องค่อยๆดู ค่อยๆอาศัยกำลังสมาธิจิตของเราพิจารณา บางทีเรานั่งจนปวดขา หากมันเป็นเวทนาที่เกิดจากจิตมันหลอกเรา หากเรานั่งภาวนาด้วยจิตแน่วแน่อาการเวทนานั้นก็หายไปเอง แต่ถ้าอาการนั้นมันเกิดจากกายจริงๆก็ต้องดูกันเป็นกรณีไป ลุกขึ้นมาอาจจะเป๋ๆเซๆเอาได้

โยม- 55555

พระ- ก็คือนี่แหล่ะ เราปฏิบัติไป เราก็ต้องมีสติรับรู้ทุกสิ่งรอบตัว แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยึดหรือปล่อยมัน  พิจารณามันไป อะไรที่มันกระทบจิตเรา เราก็พิจารณาไป รู้ทันมัน พอทำไปเรื่อยๆมันก็จะเกิดคำถามให้เราพิจาณาตามข้อธรรมไปเรื่อยๆนั่นแหล่ะ เช่น นั่งนานๆแล้วปวด พอนั่งภาวนาไปเรื่อยๆอีกหายปวด เออ อาการปวดนี่มันไม่เที่ยงเนาะ เกิดมาก็ดับไป เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา อารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจเรา มันมีอะไรมากระทบ มันก็แค่เดี๋ยวด๋าวผ่านมาก็ผ่านไป เราไปจับมัน มันก็เกิดปรุงแต่ง เราไม่จับมัน มันก็ไม่ทุกข์ มันก็แค่นี้เอง ถ้าเราพิจารณาได้แบบนี้ ก็พิจารณาให้มากขึ้นเรื่อยๆ

โยม- หนูเนี่ยบางทีก็ทำได้นะคะ เวลาที่มีสติรู้ตัวเนี่ย ถ้าโกรธใครพอรู้ตัวมันก็หยุดโกรธได้ เวลาไปยึดกับอะไรเข้าเนี่ย ก็จะหยุดได้ถ้ามีสติ แต่ทีนี้จะทำอย่างไรให้เรารู้ตัวอยู่ตลอดคะ

พระ- ก็นั่นไงโยม โยมก็ต้องฝึกไอ้สตินี่แหล่ะให้มันเกิดความชำนาญ โยมก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าโยมมีสติ โยมตามรู้อารมณ์ตัวเองทันแล้ว โยมก็จะหยุดมันได้ แต่ปัญหาคือโยมยังไม่ชินกับมัน มันไม่ชำนาญในการตามจิต โยมก็ต้องฝึกให้มันตามทันและคุมมันได้

โยม- เนี่ยโยมเคยตามจิตตามอารมณ์ความอยากตัวเองไม่ทัน ก็เลยลองไปฝึกเพ่งอสุภะกรรมฐานมา มันก็ช่วยได้หน่อยนึงนะเจ้าคะ

พระ- โยมเพ่งแบบไหนหล่ะ โยมเพ่งอย่างเดียวแล้วใช้ปัญญาพิจารณารึเปล่า กรรมฐานมี40กอง แต่ถ้าไม่ใช้ปัญญายกระดับกรรมฐานให้เข้าสู่วิปัสสนาญาณ มันก็ตัดไม่ขาด หลุดพ้นไม่ได้สักทีนะ ธรรมของพระพุทธเจ้าเนี่ย เราเรียนรู้แล้วต้องน้อมมันมาใส่ตัว จะน้อมมันมายังไงก็ต้องเอามาพิจาณาและปฏิบัติตามนั่นแหล่ะ ทำมันจนเกิดความเคยชิน ค่อยๆตัดไปทีละอย่าง บางคนเล่นฝึกกรรมฐานทั้ง40กอง อ่านพระไตรปิฎกจนหมด เรียนอภิธรรมจนเจนจบ แต่นั่นมันคืออะไร มันคือหนอนหนังสือ ท่องตำราเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่มันไม่เคยเอามาปฏิบัติเลย วันๆก็เอาแต่จับผิดคนอื่น ดูถูกคนอื่นอย่างนั้นอย่างนี้ว่าไม่มีความรู้ ไม่มีธรรมเหมือนตน ไอ้พวกนั้นมันบ้าอวดตำรา อวดภูมิ ดูซิ พระอรหันต์สมัยก่อน พระปัจวัคคีย์บรรลุอรหันต์เรียนกี่พระสูตร สองพระสูตรเองนะ ธรรมจักรเป็นสูตรแรกใช่ไหม อนัตตลักขณสูตรเป็นสูตรที่สอง ว่าด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่แหล่ะถึงเกิดพระอรหันต์อีก5องค์ รวมพระพุทธเจ้าเป็น6องค์บนโลกนี้ นี่พระสูตรว่าด้วยเรื่องอนัตตานี่เป็นพระสูตรแรกที่ทำให้เกิดอรหันตสาวกเลยนะ พระอรหันต์ไม่เห็นต้องไปเรียนกรรมฐานครบ40กอง หรือเรียนอภิธรรม เรียนพระไตรปิฎกเป็นหนอนหนังสือเหมือนคนเดี๋ยวนี้เลย เพราะพระท่านเอาธรรมมาน้อมนำพิจารณาแล้วเอามาปฏิบัติ ไม่ใช่เอามาอวดภูมิกัน

พระ- อย่างพระอรหันต์เนี่ยก็มีสองแบบ คือพระอรหันต์แบบที่มีฤทธิอภิญญา กับพระอรหันต์แบบที่ไม่มีฤทธิ์ แต่ทั้งสองพวกก็สามารถเข้านิพพานได้ เพราะท่านมีปัญญาในการหลุดพ้น แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปหรือพระปุถุชนเนี่ย พวกเขาอาจจะมีสมาธิมีฤทธิแก่กล้า แต่ไม่มีปัญญาหลุดพ้น เพราะเขาไม่ได้น้อมนำเอาธรรมมาพิจารณาน้อมนำสู่ตัว คนที่เก่งๆอักขระเลขยันต์ เป็นหมอผีหมอไสยศาสตร์เขาก็เก่งสมาธิ แต่เขาก็ยังติดอยู่ในโลกไม่เห็นหลุดพ้นสักที เพราะเขาไม่ได้เอาธรรมมาสู่ตัว

โยม- แล้วทีนี้เราจะน้อมนำอย่างไรหล่ะเจ้าคะ

พระ- มันก็ขึ้นกับปัญญาของโยมหล่ะนะ ของแบบนี้มันต้องสร้างต้องเสริมกันมา ไม่ใช่จะนิพพานในชาตินี้ได้เลยทีเดียว แต่ไม่ใช่ว่านิพพานชาตินี้ไม่ได้ก็เลยไม่ทำนะ มันต้องค่อยๆสร้าง อย่างน้อยเราก็เอาโสดาบันในชาตินี้ได้ ถ้าเราทำโสดาบันได้ เราก็เหลืออีกแค่อย่างต่ำ7ชาติ แล้วเราก็ไม่เกิดอีก ก็คือนิพพานอย่างที่เราคุยกันตอนแรกไง คือมันค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ ทีนี้การทำ ทำอย่างไร ก็ต้องค่อยๆพิจารณาไป ค่อยๆตัดไปเป็นเรื่องๆ เรื่องพวกนี้จะฝืนทำไม่ได้นะ มันต้องเป็นธรรมชาติ ถ้าฝืนทำมันก็จะไม่สำเร็จ แต่แรกๆอาจจะฝืนๆนิดหน่อยแต่อย่าให้มันมากเกิน อย่าให้ตึงหรือหย่อนเกิน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนอาตมาก่อนบวชชอบกินตามใจปาก เห็นอะไรอร่อยก็ยัดเข้าปาก ว่างหน่อยก็หาอะไรยัดเข้าปาก นั่นคือมันเป็นความเคยชิน เป็นตามอารมณ์ความอยากของเรา ไม่ได้เกิดจากความต้องการของกาย แรกๆก็ต้องบังคับฝืนมันหน่อยว่า เห้ย ไม่กินนะ ฝืนมันไม่กิน ไม่มอง ไม่พยายามเห็นมัน แรกๆอาจจะทรมานใจสักหน่อย แต่พอเริ่มทำใจได้ ก็เห็นมันได้ พอเห็นมันได้ก็สามารถที่จะบอกใจตัวเองได้ว่า ไม่กินก็ไม่เห็นตายสักหน่อยนี่นา พอไปเรื่อยๆ พอเห็นอาหารขนมเหล่านั้นมันก็เฉยๆ  อย่างติดรสชาติอาหารก็เหมือนกัน ต้องกินรสชาตินั้นนี้ ก็ทำเหมือนกันนี่แหล่ะ ฝืนไปเรื่อยๆ กินจืดๆก็ไม่เห็นตายนี่ กินไปเรื่อยๆต่อมามันก็กินได้เอง ที่เราทำๆอะไรก็แล้วแต่มันทำไปเพราะตามจิตไม่ทันรึเปล่า นี่แหล่ะ แรกๆก็อาจจะต้องทำแบบนี้แก้เป็นเรื่องๆไป

พระ- ส่วนเรื่องเวทนา จิต มันก็ต้องค่อยๆฝึก ค่อยๆให้มีสติรู้ทัน ให้มันเกิดวสี พอเราสามารถที่จะหยุดความอยากอาหารตามใจปากได้ เราก็สามารถพิจารณาได้ด้วยปัญญาแล้วหล่ะว่า อ๋อ นี่คือจิตมันไปตามอารมณ์นะ มันไปตามกิเลสของปาก ไปตามการยึดติดการปรุงของจิตอะไรก็ว่าไป ถ้าเรารู้ทันมันก็หยุดทัน มันก็แค่นั้นเอง แก้ไปทีละเปราะ ถ้าหากเราพิจารณาได้เรื่อยๆ มันก็จะสามารถยกระดับข้อธรรมได้สูงขึ้นเรื่อยๆ มองอะไรทุกอย่างมันก็จะพิจารณาไปเรื่อยๆ

พระ- แต่นะโยม มันได้แต่คิดรึเปล่า อย่างนั้นมันเรียก วิปัสสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา บางคนอ๋อ...อนิจจังทุกขังอนัตตาเป็นอย่างนี้นี่เอง พอออกจากวัดปุ๊บ โดนรถปาดหน้าก็ด่าพ่อล่อแม่ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กไปซะแล้ว

โยม- ใช่ๆๆ โยมเคยเห็น

พระ- โยมก็ต้องพิจารณาไปเรื่อยๆหล่ะนะ จนโยมเกิดปลง ว่ามันก็เท่านั้นเอง อารมณ์แบบนี้มันอธิบายไม่ได้หรอกโยม มันเป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน โยมปฏิบัติไปเรื่อยๆจะรู้เอง ถ้าโยมเข้าใจมัน ถ้าโยมปลงสังเวชได้ โยมก็อาจจะเข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้าได้ก็เป็นได้

โยม- อืมม...ก็ต้องปฏิบัติต่อไปใช่ไหมคะ

พระ- ใช่โยม จริงๆโยมก็รู้วิธีปฏิบัติดีแล้วนี่

โยม- หนูรู้หรอคะ

พระ- ก็โยมบอกอาตมาเองนี่ ว่าถ้าโยมมีสติ โยมก็สามารถระงับความโกรธได้ ถ้าโยมมีสติโยมก็สามารถระงับอารมณ์บางอารมณ์ของโยมได้

โยม- ใช่ค่ะ จริงด้วยเจ้าค่ะ

พระ- นั่นก็แสดงว่าโยมมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ว่าโยมยังไม่ชำนาญในการดูจิต ดูเวทนาเท่านั้นเอง และส่วนข้อธรรมเนี่ย โยมก็พิจารณาได้แล้วเพียงแต่อาจจะเป็นข้อเล็กๆ กับสิ่งน้อยๆ โยมก็ต้องฝึกไปเรื่อยๆจนชำนาญ และพิจารณาข้อธรรมสำคัญๆและเข้าใจ ปลงสังเวชกับมันได้ ถ้าโยมเข้าใจได้มันก็จะคลายไปทีละเรื่องเอง ถ้ามันหมดก็คือนิพพาน แต่อาตมาไม่รู้นะว่าวันนั้นคือเมื่อไหร่ ก็ขึ้นกับการปฏิบัติของเราเอง

พระ- โยมก็เชื่อมั่นในตัวเองหน่อยก็พอ

โยม- เนี่ยโยม เคยนั่งได้ครั้งนึงนะ นั่งแล้วมันสงบ เงียบ มีความสุขจังเลย แล้วก็เหมือนกับว่าปลอดโปร่ง คิดพิจารณาอะไรก็ได้ มันมีครั้งนั้นนี่แหล่ะที่ทำให้หนูปลงกับความทุกข์บางอย่างได้ แต่หลังจากนั้นไม่เคยได้อารมณ์จิตแบบนี้เลยเจ้าค่ะ จะทำยังไงดีคะ

พระ- นี่โยม อาตมาเล่าให้ฟังนะ มีครั้งนึงอาตมาก็เคยเป็นแบบโยมนี่แหล่ะ หูย เห็นดวงแก้วบ้าง เห็นนิมิตบ้าง เห็นพระพุทธเจ้าลอยมาบ้าง เห็นแสงบ้าง นั่งแล้วมีความสุข สงบบ้าง พอมานั่งอีกทีตั้งใจเลยว่าจะเอาให้ได้แบบเดิม หึหึหึ นั่งเป็นชาติมันก็ไม่ได้อย่างนั้นหรอกโยม เพราะอะไรรู้ไหม

โยม- ไม่รู้ค่ะ

พระ- ก็เพราะเราอยากไง เรานั่งปฏิบัติเพราะความอยาก มันเป็นความโลภ จิตมันไม่สงบ มันเครียด มันตึงเกินไป ก็ไอ้ตอนที่เรานั่งแล้วเกิดนิมิต เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็นั่งสบายๆไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้อยากอะไรมันถึงเห็นใช่ไหมหล่ะ แล้วตอนนี้เรานั่งเพราะอยากเห็นมันจะเห็นไหมหล่ะ

โยม- อุ๊ย ฮ่าๆๆๆ จริงด้วยเจ้าค่ะ หนูอยากนั่งให้ได้แบบนั้นนี่เอง

พระ- นั่นแหล่ะโยม บางทีอาตมาก็เป็นเหมือนกัน ฮ่าๆๆ ก็ต้องฝึกๆกันไปหล่ะนะ

โยม- หนูพอจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วค่ะ กราบขอบพระคุณหลวงพี่มากเลยเจ้าค่ะ

พระ- สาธุโยม โยมก็ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆนะ อย่าท้อ โยมมาถูกทางแล้วหล่ะ แต่โยมไม่มั่นใจแค่นั้นเอง บางทีเราไม่ต้องไปอ่านหนังสือ หรือไปปฏิบัติอะไรให้มากมายหรอกนะ ดูที่ใจเราก่อนก็พอ บางทีรู้เยอะแล้วมันฟุ้งซ่าน คิดนั่นคิดนี่ รู้เกินไป ก็เหมือนรู้สมการสูงๆแต่ท่องสูตรคูณไม่เป็นนี่แหล่ะ มันต้องเป็นลำดับขั้นตอนไป สู้ต่อไปนะโยม เจริญพรเจริญธรรมนะโยม


โยม- สาธุเจ้าค่ะ

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

มวยกระเรียนในคาราเต้

มวยกระเรียนในฮกเกี้ยนนั้นแต่ก่อนมีมากมายหลายสาย แต่ปัจจุบันนั้นหายสาบสูญและโดนกลืนเข้าไปรวมใน วิชากระเรียนขาวจนหมด ซึ่งปัจจุบันเราสามารถเห็นได้มีสองสำนักคือ 永春白鹤拳 หย่งชุนไป๋เฮ่อเฉวียน และ 鸣鹤拳 หมิงเฮ่อเฉวียน 

คาราเต้โกจูริว ริวเอริว นั้นอาจารย์ผู้สอนนั้นเป็นถึงผู้สืบทอดของมวยหมิงเฮ่อ ชื่อเซี่ยจงเสียง谢宗祥 ดังนั้นคาราเต้จึงอาจนับได้ว่าเป็นสายหนึ่งของมวยจีนก็ว่าได้ 

คาราเต้นอกจากพัฒนาวิชาที่ได้เล่าเรียนศึกษามาจนกลายเป็นคาราเต้ในปัจจุบันนี้ บางสำนักก็ยังคงความเป็นมวยกระเรียนเอาไว้อยู่ โดยรักษากาต้าต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ของกระเรียน เช่น ซันจิน เทนโช ปาปุเรน ฮักกากุ(ฮักกุซุรุ-ฮักกุโจ) 

ทีนี้เราลองมาดูเปรียบเทียบท่ารำระหว่าง มวยกระเรียนและคาราเต้กันว่า แตกต่างกันอย่างไร ลองศึกษาดูครับว่า ทำไมคาราเต้บางท่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีหากได้ดูท่ารำมวยจีนแล้วอาจจะเข้าใจอะไรขึ้นบ้างครับ
------------------------------------------------------------------------------------------
八步连 Happoren Papuren
มวยเส้นปาปู้เหลียนของมวยกระเรียน 
สองคลิปบนนีเป็นมวยหมิงเฮ่อของสาย หวงซิ่งเสียน ซึ่งได้นำมวยหมิงเฮ่อไปผสมกับมวยไท่จี๋ตระกูลหยังสายเจิ้งมั่นชิงไปแล้ว ดังนั้นการเคลื่อนไหวจะมีความช้า และเป็นวงมากกว่ามวยหมิงเฮ่อแต่ดั้งเดิม แต่ปัจจุบันหามวยหมิงเฮ่อแบบเดิมๆไม่ได้แล้ว เพราะสมัยนั้นผู้สืบทอดหมิงเฮ่อที่โดดเด่นที่สุดก็คือ หวงซิ่งเสียน 
Nogiwa Toshiaki สำนัก Shitokai ShitoRyu

Hiromi Inagaki สำนัก Hayashi-Ha Shitoryu  


สำนัก Shukokai ShitoRyu
--------------------------------------------------------------------------------------------------


白鹤 Hakkutsuru Hakkaku Paiho กระเรียนขาว
คาดว่ากาต้าชุดนี้ เป็นซันจินเส้นหนึ่งของมวยกระเรียนที่อาจารย์คาราเต้ทั้งหลายได้รับสืบทอดมา เนื่องจากในมวยกระเรียนมีท่าซันจินหลายแบบ ดังนั้นกาต้านี้จึงแยกชื่อออกมาจากซันจิน(ซันชิน)
ในภาษาจีนกลางเรียกว่า 三战ซันจั้น กวางตุ้งเรียกว่า ซ้ามจิ๋น เนื่องจากกาต้าเหล่านี้เป็นซันจินเหมือนกัน นักคาราเต้เลยเรียกกันว่า กระเรียนขาวเพื่อให้เกียรติกับต้นตำรับ ซึ่งแล้วแต่สำนักว่าจะอ่านคำว่ากระเรียนขาวว่าอะไร
Paiho หรือ Hakkutsuru สำนัก Ryuei-Ryu โดย Tsuguo Sakumoto
Teruo Hayashi สำนัก Hayashi-Ha ShitoRyu
สำนัก Shodokan Gojuryu โดย Oshiro Zenei
Kenyu Chinen สำนัก Shorin-Ryu
Matayoshi Shinpo สาธิต Hakkucho kata
Toshiro Sasaki สำนักYuishinkan Gojuryu
--------------------------------------------------------------------------------------------------


二十八宿 Neipai二八 
มวยชุดนี้เป็นชุด28ดารา เรียกว่า เอ้อสือปาซิ่ว สมัยก่อนเคยเจอคลิปนึง ซึ่งเป็นการรำแบบเดิมๆของมวยหมิงเฮ่อ ไม่มีส่วนผสมของมวยไทเก็ก ในคลิปนั้นจะมีความคล้ายกับกาต้า เนไป่ และนิไปโปมาก มากกว่าของมวยหมิงเฮ่อของสายหวงซิ่งเสียน 
มวยเอ้อสือปาซิ่ว ของสายหวงซิ่งเสียน
Takaya Yabiku 
沖縄振山流湖真館空手古武道協会
Okinawa Sinzanryu Koshinkan Karate Kobudo Kyokai 
กาต้าเนไป่ โดยริกะ แชมป์โลกกาต้าปัจจุบัน 
เซนเซคานาซาว่า แห่งโชโตกัน ก็รับท่านี้มาจากนาฮาเต้ แล้วนำมาผสมผสานประยุกต์จนกลายเป็นท่าของโชโตกัน ใช้ชื่อว่า นิจูฮัจ หรือนิจูฮาจิโฮ Nijuhachi-ho
-----------------------------------
ในมวยเส้น28ดารานี้ ในคาราเต้จะแบ่งเป็นสองท่าคือ เนไป่ และนิไปโป โดยเนไป่จะมีการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนกว่านิไปโป ซึ่งผู้เขียนคาดว่าเนื่องจากมวยเส้นนี้ได้รับมาจากคนละสำนักกัน จึงทำให้เกิดความแตกต่างกัน แต่เนื่องด้วยมาจากกระเรียนจึงมีความคล้ายกันอยู่มาก

二十八Nipaipo
สาธิตโดย Nakayama Mie อดีตแชมป์กาต้า จากสำนัก Inoue-Ha Shito Ryu
Hasegawa yukimitsu สาธิต และสอนของสำนัก Shitokai 
-------------------------------------------
轮手 Tensho Rokkishu 
ท่านี้ดูคล้าย เทนโช มากที่สุดแล้วเท่าที่หาคลิปได้ แต่เมื่อก่อนมีคลิปนึง รำคล้ายยิ่งกว่านี้อีก เสต็บการเดิน การปัดมือแต่ละท่าเหมือนกันเลย
Gogen Yamaguchi เจ้าสำนัก Yamaguchi-Ha Goju-Ryu อาจารย์ของเซนเซ Sadahiro Tetsuo
อาจารย์ Sadahiro Tetsuo บิดาแห่งโกจูริวไทย Goju Ryu

Kuba Yoshio GojuRyu
Morio Higaonna Jundokan Gojuryu

Hayashi-Ha Shito-Ryu

ShotoKai โชโตกันริว อีกรูปแบบหนึ่งผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของฟุนาโคชิ

หลายคนที่ฝึกคาราเต้คงจะคุ้นเคยกับชื่อสำนักคาราเต้ในปัจจุบันว่ามี4 สำนักใหญ่ คือ Shotokan-Ryu Shito-ryu Goju-Ryu Wado_ryu เป็นต้น ซึ่งสี่สำนักนี้สามารถพบได้ทั่วไปในการแข่งขันกีฬาคาราเต้

แต่ในชื่อของ โชโตกันนั้น ยังมีคำว่า โชโตไก และโชโตไก นี้คืออะไร

Shotokai โชโตไก เป็นชื่อที่ไม่เป็นทางการของ Dai Nihon Karate-do Kenkyukai ซึ่งเป็นสมาคมที่ดำเนินการสอนคาราเต้มาแต่ดั้งเดิมของ Funakoshi Gichin ตั้งแต่ปี 1930 และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Dai Nihon Karate-do Shotokai ในปี 1936 ชื่อ Shotokan เป็นเพียงชื่อโรงฝึกหรือโดโจ ของสมาคมนี้เท่านั้น และเรียกติดปากกันต่อๆมาว่า Shotokan-Ryu และต่อมาได้กลายมาเป็น Japan Karate Association 

ในขณะที่เซนเซ  Gichin Funakoshi ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านมักพูดเสมอว่า คาราเต้ไม่ใช่กีฬา แต่เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว การทำให้คาราเต้เป็นกีฬานั้นจะทำให้คุณค่าของคาราเต้เสื่อมลง และคาราเต้นั้นอันตรายหากพลาดพลั้งกันขึ้นอาจทำให้เกิดบาดเจ็บสาหัส และการสูญเสียชีวิตในการแข่งขันได้ ดังนั้นในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โชโตกันจึงไม่มีการแข่งขันใดๆ
ต่อมาเมื้อสิ้น เซนเซ  Funakoshi Gichin ไปแล้ว ได้เกิดการแบ่งฝ่ายกันออกไป โดย Shigeru Egami ได้ยืนกรานคำสอนของอาจารย์ตนว่า ไม่ให้มีการแข่งขัน จึงแยกตัวออกจาก Japan Karate Association และสอนคาราเต้ตามแนวทางเดิม และเรียกตนว่าเป็น Shotokai ดังเดิม 

ส่วนทาง Masatoshi Nakayama ก็ยังยืนยันตามเจตนาของตนที่อยากจะพัฒนาคาราเต้ให้สามารถเป็นกีฬาได้ โดยที่ยังคงความเป็นคาราเต้เอาไว้อยู่ให้ได้มากที่สุด ไม่ให้คุณค่าของคาราเต้หายไปอย่างที่อาจารย์ของตนได้เคยกล่าวเตือนไว้ ที่นากะยาม่ามีความคิดเช่นนี้เพราะท่านเองได้ศึกษาภาษาจีน และได้เดินทางท่องเที่ยวศึกษาหาความรู้ต่างๆในประเทศจีนเช่น มวยจีน ซึ่งท่านอยู่จีนนานถึง9ปี และพยายามนำความรู้ที่ได้มานั้นผสมผสานกับวิทยาศาสตร์การกีฬาและคาราเต้ จนคาราเต้โชโตกันพัฒนาอย่างเป็นระบบจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรูปแบบการสอนของโชโตกันนั้นนับว่าเป็นเอกลักษณ์เป็นขั้นตอนมาก


เทคนิคของโชโตไก นั้น จะแตกต่างจากโชโตกันมากอยู่ในเรื่องของการใช้แรง โชโตกันจะให้ความสำคัญกับรูปแบบท่วงท่าจากภายนอก(ท่วงท่ากล้ามเนื้อ)สู่ภายใน(แรง) แต่โชโตไก จะให้ความสำคัญจาก ภายใน(แรง)สู่ภายนอก(กล้ามเนื้อท่วงท่า) 

ดังนั้น โชโตกันจึงเน้นฝึกท่วงท่าจนพัฒนาท่วงท่าไปต่างๆนานา สามารถฝึกจนพัฒนาท่วงท่าให้สามารถใช้แรงน้อยก่อเกิดเป็นแรงมหาศาลในการโจตีป้องกันได้ หรือที่เรียกในภาษาคาราเต้ว่า Kime ซึ่งคิเมะ แปลว่าการรวมของพลังซึ่งพลังนั้นเกิดจากแรงกล้ามเนื้อภายนอก รวมกับการหายใจ การบิดหมุนการส่งแรงจากทั่วทั้งร่างกาย และสมาธิจิตในการตั้งมั่น  

แต่โชโตไก จะเน้นเรื่องแรง ดังนั้จะเน้นพัฒนาเรื่องแรงจากภายใน ไม่สนใจเรื่องท่วงท่าภายนอก หรือแม้แต่กล้ามเนื้อ การใช้ท่วงท่าของคาราเต้แบบโชโตไก จึงไม่มีคำว่า Kime ดังจะเห็นได้จากการฝึกพื้นฐานและกาต้า การเคลื่อนไหวจะไม่มีจุดหยุดของแรง 

โชโตไกนั้นจะเน้นคาราเต้แบบดั้งเดิมคือ เน้นการต่อสู้ด้วยมือเท้าเข่าศอกไหล่กระแทก ตามพื้นฐานทั่วไปของคาราเต้ เน้นการหักล๊อคจับทุ่มตามความหมายท่ารำกาต้า หากมองเผินๆจะเป็นคาราเต้ท่าย้วยๆที่ต่อสู้เหมือนไอคิโดฝึกรันโดริ

(สาธิตคาราเต้โชโตไก โดย ชิเกรุ เอกามิ ศิษย์ของฟุนาโคชิ และคณะ)

การฝึกพื้นฐานของคาราเต้แต่เดิมนั้น เป็นการส่งแรงของร่างกายผ่านฝ่าเท้า ข้อเท้า เข่า เชิงกราน สะโพก หลัง ไหล่ ศอก แขน หมัด ดังนั้นเมื่อเคลื่อนไหวถึงจุดที่แขนขายืดเหยียดออกไปสุดแล้ว ท่าก็จะหยุดเมื่อนั้น หรือมีการกำหนดหยุดในระยะจังหวะต่างๆ ตามท่วงท่าตามแรงส่งที่โคจรในร่างกาย จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า Kime ในคาราเต้ทุกๆสาย ทุกๆสำนักจะมีสิ่งนี้เหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าอาจจะเรียกไม่เหมือนกัน ที่เรียกกันทั่วไปในโอกินาว่าคือ Chinkuchi สำนักที่เรียก Kime สำนักแรกก็อาจจะเป็นโชโตกันนี่เอง เนื่องจากโชโตกันเป็นรูปแบบแรกที่ออกจากโอกินาว่ามาเผยแพร่ในญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่  และโดยทั่วไปก็มักจะเป็นการฝึกจากภายนอกคือเน้นเรื่องท่วงท่าและพัฒนากล้ามเนื้อเป็นหลัก เพราะสอนในฐานะที่เป็นศิลปะเพื่อสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เนื่องจากสมัยแพ้สงคราม ญี่ปุ่นถูกสั่งห้ามฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่คาราเต้สามารถสอนได้เนื่องจากแอบอ้างว่าเป็นกีฬาเพื่อสุขภาพเหมือนดั่งการรำไท่จี๋(ไทเก็ก) ดังนั้นการฝึกเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อท่วงท่า จึงพัฒนาพร้อมกับรูปแบบของการใช้แรงแบบโชโตกันที่เรียกว่า Kime คนทั่วไปจึงคิดเข้าใจผิดไปว่า Kime นั้นต้องใช้แรงกล้ามเนื้อมาก ต้องเกร็งกล้ามเนื้อในการหยุดหมัดหยุดการโจมตี ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจผิดกันมาตลอด ย้ำอีกครั้งว่า

Kime คือการส่งแรงออกไปตามท่วงท่า จนมันสุดระยะของแขนขา เหมือนสุดแล้วท่าก็จะนิ่งเอง ไม่ใช่การเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อหยุดท่าให้นิ่งตามรูปแบบของนักกีฬาคาราเต้ปัจจุบัน”

โชโตไก เน้นเรื่องแรงมากกว่า ดังนั้นจึงไม่ให้ความสำคัญกับท่าทางมากนัก และยิ่งเป็นเรื่องกล้ามเนื้อ ยิ่งไม่ให้ความสำคัญ เพราะกล้ามเนื้อจะไปทำให้การใช้แรงในบางท่าเกิดการติดขัดได้ง่าย หากไม่มีความเข้าใจในร่างกายอย่างแท้จริง

(กิโก ฟุนาโคชิ ลูกชายกิชิน ฟุนาโคชิ อีกหนึ่งอาจารย์ที่โชโตไกให้ความสำคัญ จะเห็นว่า อาจารย์กิโก ท่าคาราเต้นั้นยังจะเป็นการส่งแรงแบบเดิมๆของคาราเต้ ไม่ใช่ kime แบบโชโตกันปัจจุบัน และไม่ใช่แบบไหลลื่นตามคติของโชโตไก )

สิ่งที่เป็นประเด็นในเรื่องนี้ อาจจะเกี่ยวโยงได้ในทัศนคติของ มวยไท่จี๋ และไอคิโด ในสมัยนั้น มีอาจารย์ไท่จี๋ตระกูลหยัง ชื่อ หยังหมิงสือ 楊名时 ได้เข้ามาฝึกคาราเต้โชโตกัน โดยปกปิดฝีมือตัวเองไว้ จนฝึกได้ถึงระดับสายดำขั้น6ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้ฝึกสอนระดับสูงของคาราเต้ ซึ่งในขณะนั้นอาจารย์คาราเต้โชโตกันก็ได้แลกเปลี่ยนวิชากัน ในวิชาไท่จี๋หรือไทเก็กนั้น จะมีลักษณะไม่เกร็งกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายให้แรงถูกส่งออกไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ไม่ติดขัดด้วยกำลังของกล้ามเนื้อ

และเซนเซ Shioda Gozo ปรมาจารย์ไอคิโดสำนัก Yoshinkan ลูกศิษย์ของผู้ก่อตั้งไอคิโด Morihei Ueshiba ในสมัยนั้น เซนเซชิโอดะได้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทาคุโซคุเมืองโตเกียว และมีความสัมพันธ์อันดีกับชมรมคาราเต้โชโตกันที่มหาวิทยาลัยนั้น(มหาวิทยาลัยของโอมูระเซนเซ เรื่องเซนเซชิโอดะนี้เซนเซโอมูระเป็นผู้เล่าให้ฟังด้วยตนเอง)  เซนเซชิโอดะกล่าวว่า “จริงๆแล้วการโจมตีที่ดีไม่ควรจะมีจุดสิ้นสุดของแรง มันควรจะเป็นพลังแบบที่ไหลออกไปไม่มีวันสิ้นสุด เป็นพลังที่ปะทะโดนคู่ต่อสู้เมื่อไหร่ก็ทะลุผ่านออกไปเลยไม่ควรมาหยุดอยู่แค่จังหวะสิ้นสุดของแขนขา ซึ่งมองจุดนี้แล้ว คาราเต้ก็น่าจะเป็นในลักษณะนี้เหมือนกัน”

 จากจุดที่อาจารย์ทั้งสองให้แนวคิดมานี้ อาจจะเป็นจุดที่ทำให้ทางสายของโชโตไก เน้นพัฒนาเรื่องแรงมากขึ้นจนท่วงท่าคาราเต้เริ่มหมด kime ไปอย่างที่เห็นในคลิปวีดีโอ ซึ่งยังมีควาแตกต่างจากตัว Gichin Funakoshi อยู่มากนัก 

(สาธิตโดย Mitsusuke Harada ลูกศิษย์ของ ฟุนาโคชิ กิชิน และเอกามิ ชิเกรุ)


(เหล่าศิษย์ของฟุนาโคชิ กิชิน จากมหาวิทยาลัยเคโอ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังคงความเป็นโชโตกันเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนท่าตาม JKA หรือ Shotokai ) 

(Tetsuji Murakami อาจารย์คนสำคัญอีกท่านของโชโตไก ศิษย์ของกิชิน ฟุนาโคชิ จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะแยกตัวออกมา สมัยที่ท่านหนุ่มๆซ้อมที่ JKA ท่วงท่าก็ยังเป็นแบบโชโตกันอยู่ แต่พอต่อมาแยกตัวเป็น โชโตไกแล้ว ท่วงท่าจะเปลี่ยนไป) (ในคลิปมีช่วงที่ซ้อมต่อสู้ และถ่ายรูปกันที่หน้า JKA)

เปรียบเทียบกาต้าเทคกิโชดัน สี่แบบแบบโชรินริว แบบฟุนาโคชิ กิชิน แบบโชโตไก และแบบโชโตกัน จะเห็นพัฒนาการ

( Naihanchi Shodan สำนัก Seibukan Shorin-Ryu โดย เจ้าสำนักZenpo Shimabukuro)
(Seibukan Shorin-Ryu or SukunaiHayashi-Ryu)
(Tekki Shodan โดย Funakoshi Gichin ผู้ก่อนตั้งโชโตกันริว)
(Tekki Shodan โดย Shotokai)
(Tekki Shodan โดย Naka Tatsuya สำนัก Shotokan JKA)